ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ฉุยฉายวันทอง

Published by:

Admin

ฉุยฉายวันทองฉุยฉายวันทอง

 

เป็นชุดการแสดงรำเดี่ยวตัวนางที่สวยงามอีกชุดหนึ่ง อยู่ในการแสดงละคร เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ กล่าวถึง ความรัก ความผูกพันของผู้เป็นมารดาที่ถ่ายทอดออกมาทางลีลาท่ารำเมื่อแปลงร่างเป็นหญิงสาวงาม เนื้อเรื่องกล่าวถึงนางวันทองที่ตายไปเป็นเปรต สงสารลูกชายที่จะต้องไปออกรบจึงแปลงกายเป็นหญิงสาวแรกรุ่นเพื่อจะห้ามทัพ แต่เมื่อพระไวยเห็นหญิงงามจึงเกิดหลงรักและเข้ามาเกี้ยวพาราสี นางวันทองจึงกลายกลับเป็นร่างเดิมและสารภาพว่าเป็นมารดาของพระไวยเอง

บทร้องบทร้องฉุยฉายวันทอง อยู่ในการแสดงละคร เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกท

 

 

 ปี่พาทย์ทำเพลงรัว– ร้องเพลงฉุยฉาย –

ฉุยฉายเอย เจ้าช่างจำแลงแปลงกายงามคล้ายบุษบาหน้าเป็นใยเหมือนไข่ปอก เจ้าทัดแต่ดอกจำปาโอ้พระไวยสายใจ อีกสักเมื่อไรจึงจะมาฉุยฉายเอย เยื้องย่างเจ้าช่างกรายลอยชายมาในดงรู้ว่าพ่อไวยจะไปทัพ แม่มาคอยรับคอยส่งชะกระไรหนอใจบิดา จะแกล้งฆ่าให้ปลดปลง

– ร้องแม่ศรี –

แม่ศรีเอย แม่ศรีสาครร่างเจ้าเอี่ยมอรชร เหมือนกินนรไกรลาศใส่กรอบพักตร์ประดับเพชร บั้นเอวเจ้าจะเด็ดขาดจมื่นไวยจงใจสวาท ด้วยโฉมประหลาดตาเอยแม่ศรีเอย แม่ศรีสาวหงส์เยื้องย่างมากลางดง เหมือนหนึ่งหงส์เหมราชผิวเจ้างามเมื่อยามพิศ งามจริตเมื่อยามผาดอ่อนระทวยนวยนาด เยื้องยาตรมาเอย

– ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา –

ดนตรีวงปี่พาทย์ไม้แข็งหรือปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วย ระนาด ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง และปี่ใน เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงรัว เพลงฉุยฉาย เพลงแม่ศรี เพลงเร็ว และเพลงลาเพลงรัว เป็นเพลงหน้าพาทย์เบื้องต้น ใช้สำหรับการแสดงฤทธิ์หรือการเกิดปรากฏการณ์โดยฉับพลันเพลงฉุยฉาย เป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบกิริยาของตัวโขนและละครแสดงถึงความภาคภูมิใจในความงามเพลงแม่ศรี เป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงกิริยาสนุกสนาน ร่าเริง แสดงอารมณ์และความภาคภูมิใจในความงามเพลงรัว เป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการแสดงกิริยาการเดินอย่างนวยนาดเพลงลา เป็นเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงต่อจากเพลงเร็ว เมื่อจบการรำ การแต่งกายรูปแบบการรำ

๑. ออกด้วยเพลงรัว รำท่าสอดสร้อยมาลา แล้วป้องหน้า๒. บทร้อง รำตีบท ตามคำร้องฉุยฉายและแม่ศรี๓. จบเพลงเร็ว – ลา รำตามทำนองเพลง

เครื่องแต่งกายผู้แสดงแต่งกายนุ่งผ้าจีบหน้านางสีม่วง ตามบทประพันธ์ ชายพกด้านซ้าย ห่มสไบผ้าตาดทองมีชายห้อยทางขวา สวมศิราภรณ์กระบังหน้าการแต่งกายแบบยืนเครื่องตัวนาง ดังนี้

๑. กระบังหน้า อุบะ ดอกไม้ทัด  ๒. เกี้ยว และปิ่นปักผม  ๓สไบผ้าตาดทองลายม่วง

๔. ผ้านุ่ง (สีม่วง) ๕. จี้นาง๖. พาหุรัดหรือกำไลต้นแขน ๗. สะอิ้งหรือสร้อยตัว ๘. เข็มขัด ๙. กำไลข้อมือหรือกำไลแผง ๑๐. กำไลข้อเท้า

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

กินรีร่อน

Published by:

Admin

  

ระบำกินรีร่อน

 

 เป็นการแสดงที่อยู่ในละครเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ซึ่งกรมศิลปากรได้เคยจัดแสดงให้แก่ประชาชนชมมาแล้ว คุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี            ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย ของกรมศิลปากร ได้ปรับปรุงและประดิษฐ์ท่ารำให้ประณีตสวยงามและกะทัดรัดเหมาะแก่ผู้ชมซึ่งเป็นทั้งประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศประกอบกับเรื่องมโนราห์เป็นวรรณกรรมที่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ การแสดงชุดนี้จึงได้รับความนิยมยกย่องมากในด้านความวิจิตรสวยงามของกระบวนท่ารำและเครื่องแต่งกาย

เครื่องแต่งกาย  แต่งชุดกินรี

ดนตรี  ปี่พาทย์ไม้นวม

โอกาสการแสดง  งานมงคล

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

เซิ้งตังหวาย

Published by:

Admin

ภาพที่ 1 ฟ้อนรำตังหวาย

          “ฟ้อนรำตังหวาย” เป็นหนึ่งในการแสดงพื้นเมืองของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เดิมตังหวาย เป็นชื่อเมืองหนึ่งในแคว้นสะหวันนะเขต สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชน เป็นชุดการแสดงเมื่อนายประดิษฐ์ แก้วชิณ ได้พบเห็นการแสดงที่อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เห็นว่ามีลีลาการแสดงอ่อนช้อยงดงามน่าจะฟื้นฟูจึงได้นำมาทดลองฝึกให้เด็กรำ เห็นว่าเหมาะสมดี จึงได้นำชุดฟ้อนนี้ออกแสดงในงานปีใหม่ ที่ทุ่งศรีเมือง ในปี พ.ศ. 2514 ต่อมา อาจารย์ศิริเพ็ญ อัตไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานาฏศิลป์ วิทยาลัยครูอุบลราชธานี นำต้นแบบมาดัดแปลงท่ารำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แล้ววงโปงลางวิทยาลัยครูอุบลราชธานีได้นำออกมาแสดงจนเป็นที่นิยมและเป็น เอกลักษณ์ของวงมาจนบัดนี้

 

ลักษณะการฟ้อนตังหวาย

          การฟ้อนตังหวายแบ่งที่มาออกได้ 2 ลักษณะ

          1. ฟ้อนตังหวายเป็นการฟ้อนเพื่อบวงสรวง เป็นพิธีกรรมของชาวบ้านที่ตั้งรกรากอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงมีความเชื่อและยึดมั่นในการนับถือเทวดาฟ้าดิน ภูตผี วิญญาณ ต้นไม้ใหญ่ จอมปลวก งูใหญ่และหนองน้ำ เป็นต้น โดยชาวบ้านเหล่านี้มีความเชื่อว่าสิ่งที่ตนนับถือนั้นสามารถจะดลบันดาลให้เกิดผลสำเร็จ หรือเมื่อเกิดอะไรที่ผิดจากธรรมดาขึ้นมาก็เข้าใจว่าสิ่งที่ตนนับถือโกรธจึงบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้นจึงจัดให้มีการบวงสรวงบูชา หรือจัดให้มีพิธีขอขมาขึ้นมาเพื่อขอให้มีโชคลาภ

          พิธีขอขมาจะมีล่ามเป็นผู้บอกขอขมา มีการฆ่าสัตว์  ไก่ หมู วัว ควาย และสิ่งอื่นๆ ตามกำหนดเพื่อนำมาบูชาเทพเจ้าหรือเจ้าที่เจ้าทางที่ตนเองนับถือ เท่านั้นยังไม่พอได้มีการตั้งถวาย ฟ้อนรำถวายเป็นการเซ่นสังเวย พอถึงฤดูกาลชาวบ้านต่างจะนำเอาอาหารมาถวายเจ้าที่เจ้าทาง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยถือว่าปีใด “ขนไก่ ไม่ตก ขนนก ไม่หล่น” ก็ถือว่าปีนั้นดี เทวดาจะให้ความคุ้มครอง จะต้องมีการจัดฉลองใหญ่โดยมีการ “ตั้งถวาย ฟ้อนรำถวาย” แต่ต่อมาคำว่า “ตั้งถวายฟ้อนถวาย” คำนี้ได้สึกกร่อนไปตามความนิยมเหลือเพียงคำสั้นๆ ว่า “ตั้งหวาย” หรือ “ตังหวาย”

          2. ฟ้อนตังหวายกับลำตังหวาย ลำตังหวายเป็นทำนองลำของหมอลำในแคว้นสวันนะเขต คำว่า   “ตังหวาย” น่าจะมาจากคำว่า “ตั่งหวาย” ซึ่งในสูจิบัตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมของคณะศิลปินและกายกรรมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก็ใช้คำว่า “ขับลำตั่งหวาย” คำว่า “ตั่งหวาย” ถ้าพิจารณาตามความหมายของคำแล้ว คำว่า “ตั่ง” หมายถึงที่สำหรับนั่งไม่มีพนัก อาจมีขาหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น “ตั่งหวาย” น่าจะหมายถึง ที่นั่งที่ทำมาจากหวาย

          จึงสันนิษฐานว่า การลำตั่งหวายเป็นทำนองลำที่นิยมลำของหมอลำในหมู่บ้านที่มีอาชีพผลิตตั่ง หวายออกจำหน่าย แต่เมื่อทำนองลำนี้เผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยจึงกลายมาเป็น “ลำตังหวาย” ลำตังหวายเป็นทำนองลำที่มีความเร้าใจ สนุกสนานและมีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะลักษณะของกลอนลำจะมีการยกย่องทั้งฝ่ายชายและหญิง กลอนลำมีลักษณะโต้ตอบกัน จะมีคำสร้อยลงท้าย เช่นคำว่า หนาคิงกลม คนงามเอย ซำบายดี และคำขึ้นต้นว่า ชายเอย นางเอย

ตัวอย่างฟ้อนตังหวาย

(เกริ่นนำ) โอ….. บุญเอ๋ย บุญอีนางที่เคยสร้าง ซางบ่เป็นหนทาง โอ๊ยหนทาง พอให้น้องได้เที่ยว ละซางมีบาปมาแล่นเข็น ละซางมีเวรมาแล่นต้อง ทำให้น้องห่างพี่ชาย ห่างพี่ชาย โอ๊ยละนา ….

(กล่าวคำกลอน) ตังหวายนี้มีมาแต่โบราณ  ชาวอีสานบำรุงไว้อย่าให้หาย ของเขาดีมีไว้อย่าทำลาย    ขอพี่น้องทั้งหลายจงได้ชมเขมราฐอำเภอถิ่นบ้านเกิด    ช่วยกันเถิดรักษาไว้อย่าได้สูญท่าฟ้อนรำต่างๆช่วยเพิ่มพูน    อย่าให้สูญเสียศิลปะเรา

 

 

 

 

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าแสดงอารมณ์ความรู้สึก​

Published by:

Admin

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่าโกรธ
                เป็นการใช้ฝ่ามือข้างใดข้างหนึ่งถูที่ก้านคอใต้ใบหูไปมา แล้วกระชากลง ถ้ากระชากเบาๆก็เพียงเคืองใจ แต่ถ้ากระชากแรงๆพร้อมทั้งกระทีบเท้าลงกับพื้นแสดงว่าโกรธจัด​

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่าโศกเศร้า, เสียใจ, ห่วงใย
                เป็นการประสานลำแขนส่วนล่าง ใช้ฝ่ามือทั้งสองวางทาบระดับหน้าท้องใกล้ๆกระดูกเชิงกราน

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าแสดงอารมณ์ความรู้สึก​

Published by:

Admin

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่ารัก
                เป็นการทำมือทั้งสองตั้งวงไขว้กันระดับอก   แล้วหมุนข้อมือทาบลงที่ฐานไหล่​

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่าร้องไห้
                เป็นการใช้มือซ้ายแตะที่หน้าผาก มือขวาจีบหงายที่ชายพก ตัวพระมือขวาเท้าสะเอว ก้มหน้าเล็กน้อย พร้อมสะดุ้งตัวขึ้นเหมือนกำลังสะอื้น แล้วจึงใช้นิ้วชี้ซ้ายแตะที่นัยน์ตาทั้งสองข้าง เหมือนกำลังเช็ดน้ำตา

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์​

Published by:

Admin

ท่าเดิน
               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                ตัวพระ เริ่มด้วยการก้าวเท้าซ้ายมาข้างหน้า เท้าขวาเปิดส้นเท้ามือทั้งสองจีบคว่ำระดับเอวข้างลำตัวทั้งสองข้าง

แล้วปล่อยจีบเป็นมือขวาตั้งวงล่างระดับเอว มือซ้ายตั้งมือทอดแขนข้างลำตัวเอียงขวา ต่อไปก้าวเท้าขวา ส่วนเท้าซ้ายเปิดส้นด้านหลัง มือทั้งสองจีบคว่ำ แล้วปล่อยจีบเป็นมือซ้ายตั้งวงล่าง มือขวาแบออกทอดแขนข้างลำตัวเอียงทางซ้าย ทำสลับกันไปเรื่อยๆ 
                ตัวนาง (ท่าเดินมือเดียว) เริ่มด้วยก้าวเท้าซ้ายด้านหน้า เท้าขวาเปิดส้น มือซ้ายทำจีบหงายที่ชายพกมือขวาแบมือตั้งแขนตึง แล้วหยิบจีบคว่ำแล้วเคลื่อนมือมาปล่อยเป็นวงล่างเอียงขวา ต่อด้วยก้าวเท้าขวาด้านหน้า เท้าซ้ายเปิดส้น มือซ้ายจีบหงายเหมือนเดิม หยิบจีบคว่ำที่ชายพก แล้วเคลื่อนมือขวาไปข้างลำตัว ปล่อยจีบเป็นมือแบแขนตึง กดไหล่และเอียงศีรษะไปทางซ้าย ทำสลับกันทั้งซ้ายและขวา​

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์​

Published by:

Admin

ตัวพระ  รับไหว้ตัวนาง
ตัวนาง  ไหว้ที่ตักตัวพระตัวพระ  รับไหว้ตัวนาง
ตัวนาง  ไหว้ที่ตักตัวพระ 

 

 

 

ท่า นางไหว้ พระรับไหว้


               

 

 

 

 

 

       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นการพนมมือระหว่างอก แยกปลายนิ้วให้ออกจากกัน​

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์​

Published by:

Admin

 

 

 

 

 

ท่ายืน 

 ตัวพระ ใช้เท้าขวายืนรับน้ำหนัก ส่วนเท้าซ้ายวางเท้าเหลื่อมเท้าขวา ตึงเข่าซ้ายเชิดปลายนิ้วเท้าขึ้น  มือขวาเท้าสะเอว  มือซ้ายแบฝ่ามือวางแนบไว้ที่หน้าขา  ศีรษะเอียงไปทางขวา กดไหล่ขวาลง 
               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวนาง  ยืนด้วยเท้าขวา เท้าซ้ายวางเหลื่อมไว้ เชิดปลายนิ้วเท้าซ้าย มือขวาจีบหงายที่ชายพก มือซ้ายแบมือวางบนหน้าขาซ้าย เหยียดแขนตึง ศีรษะเอียงซ้าย กดไหล่ซ้าย

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์​

Published by:

Admin

ภาษาท่าแสดงกริยาอาการ​

 

ท่านั่งตัวนางและตัวพระ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวพระ นั่งพับเพียบไปทางขวา แยกเข่าซ้ายออกให้เท้าซ้ายวางหน้าหัวเข่าขวา มือซ้ายเหยียดตึงแบมือตั้งบนเข่าซ้ายมือขวางอแขนแบมือตั้งบนขาขวา ลำตัวตั้งตรง 

 ตัวนาง นั่งพับเพียบไปทางขวา เชิดปลายนิ้วเท้ามาด้านหน้าเท้าขวาซ้อนบนเท้าซ้าย มือซ้ายแบมือวางบนขาขวาด้านนอก มือขวาแบมือวางถัดมาทางด้านใน งอแขนขวา เอียงขวา

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์​

Published by:

Admin

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนคำพูด

 

    การเปรียบเทียบท่าทางธรรมชาติ กับภาษาท่าของตัวพระและตัวนาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ท่าท่าน
                เป็นการใช้มือข้างใดข้างหนึ่ง โดยใช้ส่วนทั้งหมดของฝ่ามือในลักษณะของการตะแคงสันมือระดับศีรษะ นิ้วเหยียดตึงให้ปลายมือไปสู่ผู้ที่กล่าวถึง ผู้ที่อาวุโสหรือศักดิ์สูงกว่า

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์​

Published by:

Admin

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์  ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้มนุษย์เราใช้ท่าทางประกอบการพูดหรือบางครั้งมีการแสดงสีหน้า ความรู้สึก เพื่อเน้นความหมายด้วยในทางนาฏศิลป์ ภาษาท่าเสมือนเป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทาง โดยเลียนแบบท่าทางธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ การปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์แบ่งออกได้ ดังนี้

 

 

  1. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนคำพูด เช่น ฉัน เธอ ท่าน ปฏิเสธ ท่าเรียก ท่าไป    

2. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์อิริยาบทหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง    

3. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ เศร้าโศก

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

กระดกเท้า เป็นกริยาต่อเนื่องจากการกระทุ้งเท้าแล้วยกขึ้น วิธีกระดกเท้า ต้องให้ส่วนของน่องหนีบติดกับท้องขา โดยส่งเข่าไปด้านหลังให้มากที่สุด ปลายนิ้วเท้าชี้ลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ถัดเท้า
เป็นการก้าวเท้าซ้ายด้านหน้า ให้ส้นเท้าขวากระแทกพื้นใกล้ ๆ เท้าซ้ายจากนั้นก้าวเท้าขวา ทำซ้ำไปเรื่อยๆ

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

การก้าวข้าง ตัวพระให้ก้าวเท้าไปด้านข้าง ย่อเข่าลง และกันเข่าออก ทิ้งน้ำหนักลงเท้าข้างที่ก้าว เท้าอีกข้างไม่ต้องเปิดส้น ส่วนตัวนางก้าวเท้าไปด้านข้าง ให้ส้นเท้าที่ก้าวอยู่เหนือเท้าข้างที่ยืนเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักตัวลง เปิดส้นเท้าหลังและหลบเข่าตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กระทุ้งเท้า เป็นกริยาของเท้าที่วางอยู่ข้างหลัง โดยยืนเปิดส้นเท้า ให้นิ้วเท้าทั้ง 5 วางลงบนพื้นด้วยจมูกเท้า พร้อมทั้งกระแทกจมูกเท้ากับพื้นเบาๆ

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

ตบเท้า เป็นการวางส้นเท้าข้างที่ตบชิดกับเท้าข้างที่ยืนรับน้ำหนัก ย่อเข่าลงและเผยอจมูกเท้าขึ้น สะดุ้งตัวขึ้น ตบเท้าตามจังหวะเพลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ก้าวเท้า เป็นการก้าวเท้าให้ส้นเท้าวางถึงพื้นก่อนปลายเท้าเสมอ ให้ปลายเท้าเฉียงออกด้านข้างเล็กน้อย และเปิดส้นเท้าหลัง

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

นาฏยศัพท์การใช้เท้า​

ประเท้า เป็นการย่อเข่าข้างที่เท้ายืนรับน้ำหนัก ส่วนเท้าอีกข้างหนึ่งวางเหลื่อมข้างที่ยืน โดยวางส้นเท้าติดพื้น และใช้จมูกเท้าแตะพื้นเบาๆแล้วยกขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยกเท้า เป็นกริยาต่อจากการประเท้า โดยยกเท้าขึ้นด้านหน้าให้ฝ่าเท้าขนานกับพื้น ยกเท้าสูงระดับหน้าแข้งของเท้าที่ยืนรับน้ำหนักเชิดปลายนิ้วเท้าขึ้น ให้เฉียงปลายเท้าเล็กน้อย ตัวนางไม่กันเข่า ตัวพระกันเข่าออกให้เห็นเหลี่ยมขา และหันน่องออกด้านหน้า

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

วงหน้า เป็นการยกแขนที่ตั้งวงไปด้านหน้า ปลายนิ้วของตัวพระอยู่ระดับข้างแก้ม ส่วนตัวนางปลายนิ้วอยู่ระดับปาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วงล่าง เป็นการตั้งวงระดับหัวเข็มขัดโดยทอดลำแขนโค้งลงด้านล่าง ตัวพระกันศอกให้เป็นช่องว่างระหว่างแขนกับลำตัว ส่วนตัวนางไม่ต้องกันศอก

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

ตั้งวง

ตั้งวง เป็นการยกแขนให้ลำแขนโค้ง นิ้วทั้งสี่เรียงชิดติดกัน ส่วนนิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเพียงเล็กน้อย และหักข้อมือไปทางหลังมือเสมอ

การตั้งวงมีหลายลักษณะ ดังนี้วงบน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 วงบน ให้ยกแขนที่ตั้งวงไปด้านข้าง ตัวพระให้ปลายนิ้วสูงระดับแง่ศีรษะ ส่วนตัวนางปลายนิ้วอยู่ระดับหางคิ้ว วงบนของตัวพระจะกว้างกว่าตัวนาง

 

วงกลาง
วงกลาง เป็นการยกแขนที่ตั้งวงไปด้านข้าง ให้ปลายนิ้วสูงระดับไหล่

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

จีบหงายชายพก

 จีบหงายชายพก หมายถึง การนำมือที่จีบมาไว้ทำหัวเข็มขัด ให้หงายข้อมือขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จีบล่อแก้ว

จีบล่อแก้ว เป็นกริยาของมือ ให้นิ้วหัวแม่มือกดปลายนิ้วกลางนิ้วที่เหลือกรีดออกให้ตึงหักข้อมือเข้าหาลำแขน

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

จีบปรกข้าง​

จีบปรกข้าง เป็นการยกส่วนแขนและจีบสูงระดับวงบน หันมือที่จีบเข้าหาแง่ศีรษะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จีบปรกหน้า

จีบปรกหน้า เป็นการจีบ โดยยกแขนและมือที่จีบ ให้นิ้วสูงระดับหน้าผาก หันมือที่จีบเข้าหาใบหน้าและหักข้อมือเข้าหาแขน

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

จีบหงาย เป็นการหงายมือจีบพร้อมหักข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ ชี้ขึ้นด้านบน

จีบคว่ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 จีบคว่ำ เป็นการคว่ำมือที่จีบพร้อมหักข้อมือลงให้ปลายนิ้วชี้ ชี้ลงล่าง

จีบหลัง 

 เมื่อทำมือจีบ ให้ส่งลำแขนและมือไปด้านหลัง เหยียดแขนตึงและพลิกข้อมือจีบให้หงายขึ้น

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์​

Published by:

Admin

การฝึกปฏิบัตินาฏยศัพท์จะแบ่งผู้เรียนเป็น 2 กลุ่ม คือ ตัวพระ และตัวนาง

นาฏยศัพท์การใช้มือ นาฏยศัพท์การใช้มือ แบ่งเป็นจีบ

      จีบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จีบ หมายถึง กริยาของมือที่ใช้นิ้วหัวแม่มือ จรดกับข้อแรกของนิ้วชี้ ( นับจากปลายนิ้ว ) ส่วนนิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย กรีดเหยียดตึง หักข้อมือเข้าหาลำแขน

การจีบมีหลายลักษณะ ดังนี้จีบหงาย

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

นาฎยศัพท์

Published by:

Admin

ความหมายของนาฏยศัพท์
        นาฏยศัพท์หมายถึงศัพท์เฉพาะในทางนาฏศิลป์ เป็นชื่อของลักษณะท่ารำของไทยนาฏยศัพท์ที่ใช้กันเกี่ยวกับท่ารำไทยนั้น มีมาก ถ้าแยกตามลักษณะของการใช้จะแบ่งออกเป็น 3 หมวดคือ
1.หมวดนามศัพท์ ได้แก่
     1.1 ตั้งวง – วงบน วงล่าง วงหน้า วงกลาง และวงพิเศษ
     1.2 การจีบ – จีบหงาย จีบคว่ำ จีบปรกหน้า จีบปกข้าง จีบหลัง และจีบชายพก
     1.3 การใช้เท้า – ยกเท้า รวมเท้า เหลื่อมเท้า กระดกหลัง กระดกเสี้ยว และก้าวหน้า
( ก้าวหน้า ก้าวข้าง และก้าวไขว้ )
2.หมวดกริยาศัพท์ แยกออกเป็น 2 พวกคือ
     2.1 ศัพท์ที่ใช้เรียกเฉพาะขณะที่ใช้ท่า
          2.1.1 ส่วนศีรษะ คอ ไหล่ – เอียง ลักคอ กล่อมไหล่ เอียงไหล่
          2.1.2 ส่วนมือ แขน – สลัดมือ ม้วนมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ รวมมือ
          2.1.3 ส่วนลำตัว – ใช้ตัว ( ตัวพระใช้เกลียวข้างตัวนางใช้เกลียวหน้า )
          2.1.4 ส่วนขา เท้า – ยืด ยุบ กระทบ ( เข่าและก้น ) ตบเท้า แตะเท้า วางหลัง กระทุ้ง กะเทาะ วางส้น ฉายเท้า ซอยเท้า ขยั่น สืบเท้า ถัดเท้า
     2.2 ศัพท์เสริม
          2.2.1 ได้แก่ ศัพท์ที่เรียกเพิ่มเติมเพื่อเสริมท่ารำให้งาม เช่น ทรงตัว ลดวง ส่งมือ ตึงเอว เปิดคาง กันเข่า ฯลฯ
          2.2.2 ได้แก่ ศัพท์ที่เรียกท่ารำที่ไม่ถูกต้องตามกำหนดไว้ เช่น วงล้า วงหัก รำลน รำแอ้ รำเลื้อย รำขย่มตัว รำลักจังหวะ ฯลฯ
     3. หมวดนาฏศัพท์เบ็ดเตล็ด เช่น ตัวพระ ตัวนาง ตลกตามพระ นางตลาด นางกษัตริย์ นายโรง ฯลฯ​

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำทวารวดี​

Published by:

Admin

 ระบำทวารวดี เป็นระบำชุดที่ ๑ ในระบำโบราณคดีที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร)    ซึ่งต้องการศึกษา และเรียนรู้เรื่องเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่วิชาประวัตศาสตร์ และโบราณคดี โดยทูลขอร้องให้หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสถาปนิกพิเศษของกรมศิลปากร ทางศึกษาแบบอย่าง และเขียนเลียนแบบเครื่องแต่งการสมัยทวารวดีบางรูป โดยในครั้งแรกคิดจะจัดสร้างเครื่องแต่งกายตามสมัยโบราณคดี ถวายทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคาร สร้างใหม่ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่หลังจากได้ภาพตามต้องการแล้ว จึงเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ในการจัดแสดงระบำโบราณคดีชุดต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรแทนการจัดแสดงเครื่องแต่งกาย        ระบำนี้ประดิษฐ์ขึ้นจากการนค้นคว้าหลักฐานทางโบราณคาดีสมัยทวารวดี ท่ารำและ เครื่องแต่งกายได้แนวคิดจากภาพสลัก ภาพปั้นที่ขุดค้นพบ ณ โบราณสถานที่ตำบลคูบัว อำเภอ อู่ทอง จังหวัดนครปฐมและที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ ฯลฯ นักโบราณคดี สันนิฐานว่าชาวทวารวดีเป็นต้นเชื้อสายพวกมอญ ดังนั้นลีลาท่ารำ รวมทั้งเนียงทำนองเพลง จึงเป็นแบบมอญ ท่ารำบางท่าได้ความคิดมาจากภาพสลัก และภาพปูนปั้นที่ค้นพบโบราณสถานที่ สำคัญ เช่น

- ท่านั่งพับเพียบ มือขวาจีบตั้งข้อมือระดับไหล่ มือซ้ายวางบนตัก ท่านี้เป็นท่าที่ได้จากภาพปูนปั้น นักร้องนักดนตรีหญิงสมัยทวารวดี  ซึ่งพบที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี

- ท่ามือซ้ายคว่ำฝ่ามือ งอนิ้วทั้ง ๔ เล็กน้อยปรกหู มือขวาหงายฝ่ามือ ปลายนิ้วมือจรดที่หน้าขาเกือบถึงข่าซ้าย เขย่งเท้าซ้าย  ย่อเข่าทั้ง ๒ ข้างลง กดไหล่ว้าย ลักคอข้างขวา ท่านี้เรียกว่าท่าลลิตะ จากภาพปูนปั้นกินรีฟ้อนรำ ที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์

- ท่ามือซ้ายจีบหันฝ่ามือเข้าหารักแร้ มือขาวจีบตั้งวงกันศอกระดับไหล่ ดกไหล่ขวา ลักคอทางซ้าย เท้าขวาเขย่ง ส้นเท้าขวาชิดกับข้อเท้าซ้าย  ซึ่งยืนเต็มเท้า ย่อเข่าทั้ง ๒ ข้างและกับเข่าขวา ท่านี้เป็นท่าที่ได้จากการภาพปูนปั้นที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี

    การแต่งกาย        เครื่องแต่งกายชุดระบำทวารวดี ได้แบบอย่างมาจากภาพปูนปั้น ที่ค้นพบตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ สมัยทวารวดี และได้นำมาประดิษฐ์ให้เหมาะสมกับการแสดง ซึ่งมีดังนี้    ๑. ผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะคล้ายลูกจันแบน สวมเกี้ยวรัดผม    ๒. สวมกระบังหน้า    ๓. สวมต่างหูเป็นห่วงกลมใหญ่    ๔. สวมเสื้อในสีเนื้อ ( แทนการเปลือยอกตามภาพปั้น )    ๕. นุ่งผ้าลักษณะคล้ายจีบหน้านางสีน้ำตาลแถวหนึ่ง และสีเหลืองอ่อนแถวหนึ่ง มีตาลสีทองตกแต่งเป็นลายพาดขวางลำตัว    ๖. ห่มสไบเฉียง ปล่อยชายไว้ด้านหน้า และด้านหลัง    ๗. สวมกำไลข้อมือ ต้นแขนโลหะ และแผงข้อเท้าผ้าติดลูกกระพรวน    ๘. สวมจี้นาง    ๙. คาดเข็มขัดผ้าตาดเงิน หรือเข็มขัดโลหะ

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำทวารวดี​

Published by:

Admin

 ระบำทวารวดี เป็นระบำชุดที่ ๑ ในระบำโบราณคดีที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร)    ซึ่งต้องการศึกษา และเรียนรู้เรื่องเครื่องแต่งกายของมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่วิชาประวัตศาสตร์ และโบราณคดี โดยทูลขอร้องให้หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสถาปนิกพิเศษของกรมศิลปากร ทางศึกษาแบบอย่าง และเขียนเลียนแบบเครื่องแต่งการสมัยทวารวดีบางรูป โดยในครั้งแรกคิดจะจัดสร้างเครื่องแต่งกายตามสมัยโบราณคดี ถวายทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคาร สร้างใหม่ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่หลังจากได้ภาพตามต้องการแล้ว จึงเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ในการจัดแสดงระบำโบราณคดีชุดต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรแทนการจัดแสดงเครื่องแต่งกาย        ระบำนี้ประดิษฐ์ขึ้นจากการนค้นคว้าหลักฐานทางโบราณคาดีสมัยทวารวดี ท่ารำและ เครื่องแต่งกายได้แนวคิดจากภาพสลัก ภาพปั้นที่ขุดค้นพบ ณ โบราณสถานที่ตำบลคูบัว อำเภอ อู่ทอง จังหวัดนครปฐมและที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ ฯลฯ นักโบราณคดี สันนิฐานว่าชาวทวารวดีเป็นต้นเชื้อสายพวกมอญ ดังนั้นลีลาท่ารำ รวมทั้งเนียงทำนองเพลง จึงเป็นแบบมอญ ท่ารำบางท่าได้ความคิดมาจากภาพสลัก และภาพปูนปั้นที่ค้นพบโบราณสถานที่ สำคัญ เช่น

- ท่านั่งพับเพียบ มือขวาจีบตั้งข้อมือระดับไหล่ มือซ้ายวางบนตัก ท่านี้เป็นท่าที่ได้จากภาพปูนปั้น นักร้องนักดนตรีหญิงสมัยทวารวดี  ซึ่งพบที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี

- ท่ามือซ้ายคว่ำฝ่ามือ งอนิ้วทั้ง ๔ เล็กน้อยปรกหู มือขวาหงายฝ่ามือ ปลายนิ้วมือจรดที่หน้าขาเกือบถึงข่าซ้าย เขย่งเท้าซ้าย  ย่อเข่าทั้ง ๒ ข้างลง กดไหล่ว้าย ลักคอข้างขวา ท่านี้เรียกว่าท่าลลิตะ จากภาพปูนปั้นกินรีฟ้อนรำ ที่ตำบลโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์

- ท่ามือซ้ายจีบหันฝ่ามือเข้าหารักแร้ มือขาวจีบตั้งวงกันศอกระดับไหล่ ดกไหล่ขวา ลักคอทางซ้าย เท้าขวาเขย่ง ส้นเท้าขวาชิดกับข้อเท้าซ้าย  ซึ่งยืนเต็มเท้า ย่อเข่าทั้ง ๒ ข้างและกับเข่าขวา ท่านี้เป็นท่าที่ได้จากการภาพปูนปั้นที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี

    การแต่งกาย        เครื่องแต่งกายชุดระบำทวารวดี ได้แบบอย่างมาจากภาพปูนปั้น ที่ค้นพบตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ สมัยทวารวดี และได้นำมาประดิษฐ์ให้เหมาะสมกับการแสดง ซึ่งมีดังนี้    ๑. ผมเกล้าสูงกลางศีรษะในลักษณะคล้ายลูกจันแบน สวมเกี้ยวรัดผม    ๒. สวมกระบังหน้า    ๓. สวมต่างหูเป็นห่วงกลมใหญ่    ๔. สวมเสื้อในสีเนื้อ ( แทนการเปลือยอกตามภาพปั้น )    ๕. นุ่งผ้าลักษณะคล้ายจีบหน้านางสีน้ำตาลแถวหนึ่ง และสีเหลืองอ่อนแถวหนึ่ง มีตาลสีทองตกแต่งเป็นลายพาดขวางลำตัว    ๖. ห่มสไบเฉียง ปล่อยชายไว้ด้านหน้า และด้านหลัง    ๗. สวมกำไลข้อมือ ต้นแขนโลหะ และแผงข้อเท้าผ้าติดลูกกระพรวน    ๘. สวมจี้นาง    ๙. คาดเข็มขัดผ้าตาดเงิน หรือเข็มขัดโลหะ

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำสุโขทัย​

Published by:

Admin

ระบำสุโขทัยชื่อ ระบำสุโขทัยประเภทการแสดง ระบำประวัติที่มา ระบำสุโขทัย เป็นระบำชุดที่ ๕ อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ นับเป็นยุคสมัยที่ชนชาติไทย เริ่มสร้างสรรค์ศิลปะด้านนาฏศิลป์ และดนตรีในเป็นสมบัติประจำชาติ โดยอาศัยหลักฐานอ้างอิงที่กล่าวไว้ในเอกสาร และหลักศิลาจารึก ประกอบศิลปกรรมอื่น ๆ การแต่งทำนอง กระบวนท่ารำ และเครื่องแต่งกาย ประดิษฐ์ขึ้นให้มีลักษณะที่อ่อนช้อยงดงาม ตามแบบอย่างของศิลปะสมัยสุโขทัย

ระบำชุดสุโขทัย จัดแสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ และภายหลังได้นำออกแสดง ในโรงละครแห่งชาติ และที่อื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนชม

นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นผู้แต่งทำนองเพลง โดยนำทำนองเพลงเก่าของสุโขทัยมาดัดแปลง

       ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาจาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ       นายสนิท ดิษฐพันธ์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเครื่องแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่ สร้างศิราภรณ์ และเครื่องประดับ

  เครื่องดนตรี

ปี่ในซอสามสายกระจับปี่ ๑กระจับปี่ ๒ตะโพนฆ้องวงฉิ่งโหม่งกรับคู่ ๑กรับคู่ ๒  รูปแบบ และลักษณะการแสดง       ระบำสุโขทัยเป็นระบำหมู่ ประกอบด้วยผู้แสดง ๕-๗ คน แบ่งเป็นตัวเอง ๑ คน และหมู่ระบำ ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นโดยเลียนแบบศิลปะสมัยสุโขทัย ลักษณะท่ารำจะมีทั้งท่ารำของตัวเอก และท่ารำของหมู่ระบำ ที่มีความสอดคล้อง กลมกลืนกัน รวมทั้งการใช้มือ เท้า ศีรษะ จะมีลักษณะพิเศษตามยุคสมัย ตลอดจนการแปรปรวนในการรำด้วยลักษณะต่างๆการรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

 

ขั้นตอนที่ ๑ผู้แสดงตัวเอกรำออกมาตามทำนองเพลงขั้นตอนที่

๒ผู้แสดงหมู่ระบำ รำตามออกมา และมารำร่วมกันจนจบกระบวนท่าขั้นตอนที่

๓ผู้แสดงหมู่ระบำ รำเข้าเวทีขั้นตอนที่

๔ผู้แสดงตัวเอก ทำท่าจบในช่วงท้ายของเพลง แล้วรำเข้าเวทีดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง       ใช้วงดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะ เครื่องดนตรีประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ซอสามสาย ประจับปี่ ตะโพน ฉิ่ง โหม่ง และกรับคู่เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงสุโขทัย (เที่ยวช้า และเที่ยวเร็ว)เครื่องแต่งกาย       

เครื่องแต่งกายของระบำสุโขทัย ประกอบด้วย๑ เสื้อรัดอกสีชมพู๒ กระโปรงยาวกรอมเท้าสีส้ม ติดลูกไม้สีขาวระบายเป็นชั้นๆ๓ ผ้ารัดสะเอวสีดำ ผ้าห้อยข้างสีเขียวอ่อน๔ กรองคอ ต้นแขน ข้อมือ และต่างหู๕ ศีรษะ ตัวเอกใส่ศิราภรณ์มงกุฎอัปสร หมู่รำเกล้าผมเป็นมวยสูง ใส่เกี้ยววงสาวชั้นยอดแหลม   โอกาสที่ใช้แสดงถวายทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคาร สร้างใหม่ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร และเผยแพร่ให้ประชาชนชม

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำลพบุรี​

Published by:

Admin

ระบำลพบุรีชื่อ ระบำลพบุรีประเภทการแสดง ระบำประวัติที่มา ระบำลพบุรี เป็นระบำชุดที่ ๓ ในระบำโบราณคดีที่เกิดขึ้นจากแนวความคิดของนายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) เช่นเดียวกับระบำทวารวดี อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๙ ประดิษฐ์ขึ้น โดยอาศัยหลักฐานจากโบราณวัตถุ และภาพจำหลักตามโบราณสถาน ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบศิลปะของขอม ที่อยู่ในประเทศกัมพูชา และประเทศไทย อาทิ พระปรางค์สามยอดในจังหวัดลพบุรี ทับหลังประตูระเบียงตะวันตกของปราสาทหินพิมายในจังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้งในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น การแต่งทำนองเพลง กระบวนท่ารำ และเครื่องแต่งกาย จึงมัลักษณะคล้ายเขมรเป็นส่วนใหญ่ ระบำลพบุรีแสดงครั้งแรกเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทางเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคารสร้างใหม่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ และภายหลังได้นำออกแสดงในโรงละครแห่งชาติและที่อื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนชม       นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นผู้แต่งทำนองเพลง โดยมีสำเนียงออกไปทางเขมร       นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร และนางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ       นายสนิท ดิษฐพันธ์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเครื่องแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่ สร้างศิราภรณ์ และเครื่องประดับ

  เครื่องดนตรี

ซอสามสายพิณน้ำเต้าปี่ในกระจับปี่ ๑กระจับปี่ ๒โทน ๒ ลูกฉิ่งฉาบกรับคู่ ๑กรับคู่ ๒ 

รูปแบบ และลักษณะการแสดง       ระบำลพบุรี เป็นการรำหมู่ประกอบด้วยผู้แสดง ๕ คน แบ่งเป็นตัวเอก ๑ คน และตัวหมู่ระบำ ๔ คน ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นโดยเลียนแบบจากศิลปะของที่เป็นโบราณวัตถุและภาพจำหลักในสถานที่ต่าง ๆ ลักษณะการรำจะมีกระบวนท่ารำของตัวเอก และท่ารำของหมู่ระบำที่มีความสอดคล้อง กลมกลืนกัน รวมทั้งการใช้มือ เท้า และศีรษะ มีลักษณะพิเศษตามยุคสมัย ตลอดจนการแปรแถวในการรำด้วยลักษณะต่าง ๆ การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑ผู้แสดงหมู่ระบำรำออกมาตามทำนองเพลงขั้นตอนที่ ๒ผู้แสดงตัวเอกรำออก และมารำร่วมกันจนจบกระบวนท่าขั้นตอนที่ ๓ผู้แสดงหมู่ในระบำรำเข้าเวทีขั้นตอนที่ ๔ผู้แสดงตัวเอกทำท่าจบด้วยการไหว้ในช่วงท้ายของเพลง แล้วรำเข้าเวทีดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง       ใช้วงดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะ เครื่องดนตรีประกอบด้วย ซอสามสาย พิณน้ำเต้า กระจับปี่ ปี่ใน โทน ๒ ลูก ฉิ่ง ฉาบ และกรับคู่ เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงลพบุรี (เที่ยวช้า และเที่ยวเร็ว)เครื่องแต่งกาย       เครื่องแต่งกายของระบำลพบุรี ประกอบด้วย๑. เสื้อสีเนื้อ คอกลม แขนสั้นเหนือศอก ติดแถบทองรอบคอตลอดระหว่างอกและรอบเอว เสื้อตัวเอกปักดิ้นเป็นลายดอกประจำยามหนึ่งดอกตรงระหว่างอก๒. กระโปรงเย็บสำเร็จแบบทบซ้อนหน้า ชายล่างโค้งมน ยาวคลุมเข่า ประดิ้นลายประจำยามประปราย มีผ้าตาดสีทอง ติดทาบชายกระโปรง ตัวเอกประโปรงส้ม หมู่ระยำประโปรงสีฟ้า๓. ผ้ารัดสะเอวมีสายผูกคาดไปข้างหลัง ปักดิ้น มีลวดลายเฉพาะด้านหน้า๔. ผ้าคลุมสะโพกสีม่วงอ่อน ชายแหลมมนแยกเป็น ๒ ชิ้น ตัวเอกผ้าคลุกจะทาบริมด้วยผ้าตาด สีเงิน ตัวรองผ้าคลุมจะทาบด้วยผ้าตาดสีทอง๕. เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ต้นแขน กำไล ข้อมือ กำไลเท้า๖. ศีรษะใส่ครอบแบบประกอบสำเร็จรูป ประดับด้วยเกี้ยว พู่ไหมสีเงิน   โอกาสที่ใช้แสดงถวายทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทางเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคารสร้างใหม่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และเผยแพร่ให้ประชาชนชม

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

เพลงระบำศรีวิชัย​

Published by:

Admin

เพลงระบำศรีวิชัยชื่อ ระบำศรีวิชัยประเภทการแสดง ระบำประวัติที่มา ระบำศรีวิชัย เป็นระบำชุดที่ ๒ ในระบำโบราณคดี อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๘ มีอาณาเขตตั้งแต่ภาคใต้ลงไปจนถึงดินแดนของประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียยางส่วนปัจจุบัน ระบำศรีวิชัยเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ตนกู อับดุล รามานห์ อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้แต่งเรื่อง Raja Bersiyong ซึ่งเป็นเรื่องราสเกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัย และได้เชิญคณะนาฏศิลป์ไทย ไปแสดงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ กรมศิลปากรได้จัดการแสดง ๒ ชุด คือ รำชัดชาตรี และระบำศรีวิชัย โดยระบำศรีวิชัยนี้มอบให้ นางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร และนางเฉลย ศุขะวณิช ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์) ปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง(ดนตรีไทย) ปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ เป็นผู้แต่งทำนองเพลง โดยอาศัยหลักฐานจากศิลปกรรมภาพจำหลักที่สถูปบุโรพุทโธในเกาะชวา ซึ่งเชื่อกันว่าอยู่ในสมัยราชวงศ์ไศเลนทร์ อันเป็นยุคเดียวกันกับสมัยศรีวิชัย สร้างขึ้นในราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๘ การแต่งทำนองเพลง กระบวนท่ารำ และเครื่องแต่งกาย ประดิษฐ์ขึ้นจากลักษณะที่ปรากฏอยู่บนภาพจำหลักผสมกับท่วงท่าของนาฏศิลป์ชวา เรียกว่า ระบำศรีวิชัย และได้นำไปแสดงเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ ณ กรุง กัวลาลัมเปอร์ และนครสิงคโปร์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๐       ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๐ ได้มีการปรับปรุงระบำศรีวิชัยใหม่ทั้งกระบวนท่ารำและทำนองเพลงบางตอน เพื่อให้เข้ากับระบำโบราณคดีอีก ๔ ชุด สำหรับนำออกแสดงให้ประชาชนชมในงานดนตรีมหกรรม ณ สังคีตศาลา เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๐ และได้แสดงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทางเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคารสร้างใหม่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ โดยมีนายสนิท ดิษฐพันธ์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย นางชนานันท์ ช่างเรียน สร้างเครื่องแต่งกาย นายชิต แก้วดวงใหญ่ สร้างศิราภรณ์ และเครื่องประดับ

  เครื่องดนตรี

กระจับปี่ ๑กระจับปี่ ๒กระจับปี่ ๓ขลุ่ยซอสามสายฆ้อง ๓ ลูกตะโพนกลองแขกฉิ่งฉาบ 

   รูปแบบ และลักษณะการแสดง       ระบำศรีวิชัย เป็นการรำหมู่ประกอบด้วยผู้แสดง ๖ คน ท่ารำประดิษฐ์ขึ้นโดยเลียนแบบจากภาพจำหลักผสมกับท่ารำของนาฏศิลป์ชวา ทำให้เกิดความสวยงามของท่ารำที่มีความผสมกลมกลืน และมีลักษณะเฉพาะของการใช้มือ เท้า ศรีษะ 

การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑รำออกมาตามทำนองเพลงขั้นตอนที่ ๒ทำท่ารำตามกระบวนเพลงช้า และเร็ว จนจบกระบวนท่าขั้นตอนที่ ๓ทำท่าจบด้วยการไหว้ในช่วงท้ายของเพลง แล้วรำเข้าเวทีดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง       ใช้วงดนตรีที่มีลักษณะเฉพาะ เครื่องดนตรีประกอบด้วย กระจับปี่ ฆ้อง ๓ ลูก ซอสามสาย ขลุ่ย ตะโพน กลองแขก ฉิ่ง ฉาบเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงศรีวิชัย (เที่ยวช้า และเที่ยวเร็ว)

เครื่องแต่งกาย       เครื่องแต่งกายของระบำศรีวิชัย ประกอบด้วย๑. เสื้อรัดอกสีเนื้อ๒. นุ่งโสร่งปาเต๊ะจีบหน้านางแถวหนึ่งสีเขียว อีกแถวหนึ่งสีแดง๓. ผ้าคาดรอบสะโพก นุ่งสีแดงคาดสีเขียว นุ่งสีเขียวคาดสีแดง๔. ผ้าสไบเฉียงสีเดียวกับสีคาดสะโพกเย็บติดกับแผ่นโค้งบนไหล่ซ้าย ติดสร้อยตัวริมแผ่นโค้ง ๒ เส้น๕. โบว์เส้นเล็กสอดไว้ใต้เข็มขัด๖. เครื่องประดับ ประกอบด้วย เข็มขัด สร้อยคอ ต่างหู ต้นแขน กำไล ข้อมือ๗. ศรีษะ เกล้าผมมวยไว้ท้ายทอย ใส่เกี้ยว ปักปิ่น๘. กระบังหน้า    โอกาสที่ใช้แสดง- งานดนตรีมหกรรมประจำปี- ถวายทอดพระเนตรในงานเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการแสดงศิลปะโบราณวัตถุในอาคารสร้างใหม่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร- เผยแพร่ให้ประชาชนชม

Copyright © 2019 บ้านนาฏศิลป์ไทย All Rights Reserved.

บ้านนาฏศิลป์ไทย