ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำนางกอย​

Published by:

Admin

ระบำนางกอย

เป็นระบำชุดหนึ่งที่อยู่ในละครเรื่อง“เงาะป่า”บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มีเนื้อเรื่องย่อว่า

อเนาได้จัดขบวนขันหมากมาสู่ขอนางลำหับ บรรดาเพื่อนของลำหับก็มาช่วยกันจัดเตรียมงานมีสาวเงาะที่จะเข้ามาร่วมพิธีของฮเนากับนางลำหับ ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี เป็นผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำ

 

เพลงช้า

ยามชาย พระพายพัดมาระรวย

สาวน้อยน้อยพลอยแต่งสวย จะไปช่วยงานวิวาห์

นำดอกไม้เต็มฝ่ามือ บ้างทัดบ้างถือยื้อแย่งไปมา

กลิ่นของใครหอมฟุ้งขจร ขอดมเสียก่อนเถิดหล่อนจ๋า

ดมดอกกลาดดาษดา น่าเสียดายที่สุดใจ

เจ้าของดอกไม้ว่าอย่านะ ฉันไม่ละว่าใครใคร

มาลักชมดมดอกไม้ จะว่าให้ได้อับอาย

นางเงาะแก่จึงร้องไป ว่าอย่าให้มันมากมาย

ขอเสียเถิดอย่าวุ่นวาย งามจะหายเหงื่อไคลย้อยเอย

โอ้ เฮ เฮ เห่ เฮ เฮ

เพลงเร็ว

ช้าหน่อยแม่นางกอยเอย อย่าทำใจน้อยน่าตาบูดบึ้ง

ยิ้มเสียให้แฉ่งอย่าแสร้งมึนตึง ช้าหน่อยแม่นางกอยเอย

ช้านิดแม่ชื่นจิตเอย อย่าใส่จริตกระตุ้งกระติ่ง

ดอกไม้หอมกรุ่นฉุนหรือจะทิ้ง ช้านิดแม่ชื่นจิตเอย

ช้าอืดแม่นางอืดเอย ตามกันเป็นยืดยักไหล่ฟ้อนรำ

อย่าให้ช้านักจะเสียลำนำ ช้าอืดแม่นางอืดเอย

ช้าไว้แม่ชื่นใจเอย ระวังอกไหล่อย่าให้ปะทะ

จะเกิดรำคาญขี้คร้านเอะอะ ช้าไว้แม่ชื่นใจเอย

ถึงแล้วแม่แก้วตาเอย เหนื่อยพักหรือจ๋าเหงื่อตกซิกซิก

หยุดพักเสียทียังมีบทอีก ถึงแล้วแม่แก้วตาเอย

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ฟ้อนแง้น​

Published by:

Admin

ฟ้อนแง้น เป็นการฟ้อนแบบพื้นบ้านประกอบด้วยวงซอคั่นระหว่างการขับซอ เป็นการแสดงความสามารถเฉพาะตัว ฟ้อนได้ทั้งชายและหญิง การฟ้อนนิยมฟ้อนครั้งละ 1 คน เพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายอารมณ์จากการฟังการขับซอ ไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ส่วนใหญ่ผู้ฟ้อนจะแอ่นตัวไปข้างหลัง จนศรีษะจรดพื้น ยืนอยู่กับที่ ขากางออกเล็กน้อยแต่พองาม

 

          ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงสะล้อ ซึ่งมี ปี่จุม บรรเลงเพลงซอเงี้ยว

 

          ผู้แสดงแต่งกายแบบพื้นเมืองภาคเหนือ (ไทลื้อ) ชาย นุ่งกางเกงขาสามส่วน สวมเสื้อม่อฮ่อม ผ้าขาวม้าคาดเอว หญิง นุ่งซิ่นยาวกรอมเท้า สวมเสื้อแขนสามส่วน หรือเสื้อหม้อฮ่อมก็ได้

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติระบำตารีกีปัส​

Published by:

Admin

ระบำตารีกีปัส เป็นการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ของประเทศไทย คำเรียกระบำชุดนี้เป็นภาษามลายูท้องถิ่น พจนานุกรมฉบันไทย – มลายู อธิบายไว้ว่า “ตารี” หรือ ตาเรียน หมายถึง การฟ้อนรำ ส่วนคำว่า “กีปัส” หรือ ฆีปัส ออกเสียงตามประชาชนท้องถิ่นปัตตานี หมายถึง พัด รวมความแล้วตารีกีปัส หมายถึง การฟ้อนรำที่ใช้พัดประกอบการแสดง การแสดงชุดนี้ได้รับการฟื้นฟูโดยคณะครูโรงเรียนยะหริ่ง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ควบคุมการฝึกซ้อมโดย อาจารย์สุนทร ปิยะวสันต์ ซึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2518 ก็ได้ชมการแสดงของรัฐต่าง ๆ หลายชุด เมื่อเดินทางกลับมาประเทศไทย ก็ได้เล่าถึงการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ของมาเลเซียที่ได้ไปชมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ฟัง และได้ทราบว่าเมืองยะหริ่งเดิมก็เคยมีการแสดงที่คล้ายคลึงกันกับของมาเลเซียหลายชุด ดังนั้นจึงได้คิดฟื้นฟูการแสดงพื้นเมืองชุดต่าง ๆ ขึ้น โดยเฉพาะชุดตารีกีปัส ได้นำออกแสดงครั้งแรกเนื่องในงานเลี้ยงเกษียณอายุข้าราชการครูโรงเรียนยะหริ่ง ต่อมาได้มีการถ่ายทอดการแสดงชุดตารีกีปัสไปสู่ประชาชนครั้งแรก โดยเปิดสอนให้กับคณะลูกเสือของจังหวัดปัตตานี เพื่อนำไปแสดงในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2522 และได้ทำชื่อเสียงให้กับจังหวัดปัตตานี เมื่อได้รับการคัดเลือกเป็นระบำชุดเปิดสนามงานกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 ของจังหวัดปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2524 นับว่าการแสดงชุดตารีกีปัสได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศไทยและยังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง

    รูปแบบและลักษณะการแสดง

การแสดงชุดตารีกีปัส มีรูปแบบการแสดงเป็นหมู่ระบำ ซึ่งรูปแบบการแสดงมีอยู่ 2 ลักษณะคือ

1. การแสดงเป็นคู่ ระหว่างผู้ชายและผู้หญิง

2. การแสดงเป็นหมู่ระบำโดยใช้ผู้หญิงแสดงล้วน

    เครื่องแต่งกาย

การแต่งกายแบบผู้หญิงล้วน แต่งกายตามแบบที่ได้รับการปรับปรุงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้เป็นการแต่งกายของตารีกีปัส ชุดพิธีเปิดสนามงานกีฬาเขตแห่งประเทศไทย (กีฬาแห่งชาติปัจจุบัน) ครั้งที่ 14 จังหวัดปัตตานี เมื่อปีพ.ศ. 2524 ประกอบด้วย

1. เสื้อในนาง ไม่มีแขนสีดำ

2. ผ้านุ่ง เป็นโสร่งบาติก หรือผ้าซอแกะ (Song Ket) สอดดิ้นเงิน – ทอง ประปรายแบบมาเลเซีย ตัดเย็บแบบหน้านาง หรือเลียนแบบจับจีบหางไหล   3. ผ้าสไบ สำหรับคลุมไหล่ จับจีบเป็นโบว์ด้านหน้า

4. เข็มขัด    5. สร้องคอ     6. ต่างหู     7. ดอกซัมเป็ง

    ดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง

ใช้วงดนตรีพื้นเมืองภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งประกอบไปด้วย ไวโอลิน รำมะนา ฆ้อง แมนโดลิน ขลุ่ย และมาลากัส

    เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง

เป็นทำนองเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศมาเลเซีย คืออินัง ตังลุง เป็นเพลงผสมผสานระหว่างมลายูกับจีน

    โอกาสที่ใช้ในการแสดงใช้แสดงในงานรื่นเริงทั่วไป

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติเพลงฟ้อนสาวไหม​

Published by:

Admin

ชื่อฟ้อนสาวไหม   ประเภทการแสดงฟ้อน

ประวัติที่มา ฟ้อนสาวไหม เป็นศิลปะการฟ้อนของทางภาคเหนือ เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงรายโดยพ่อกุย สุภาวสิทธิ์ ได้แนวความคิดจากวิธีการปลูกต้นหม่อน เก็บฝ้ายสาวไหม และทอผ้าของชาวบ้านในเวลานั้น ท่ารำใช้ท่าฟ้อนดาบ และฟ้อนเจิง มาปรับปรุง และประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นใหม่ เรียกว่า ฟ้อนสาวไหม ใช้ฆ้อง กลอง และฉาบเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ต่อมาพ่อกุย ได้ถ่ายทอดท่าฟ้อนสาวไหมให้แก่บุตรสาว คือนาวบัวเรียว รัตนมณีพรณ์ (สุภาวสิทธิ์) ครุฟ้อนประจำวัดศรีทรายมูล จังหวัดเชียงราย นางพลอยศรี สรรพศรี ครูนาฏศิลป์ โรงเรียนเชียงรายวิทยาคม ช่างฟ้อนเก่าในคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ เห็นการแสดงฟ้อนสาวไหนก็เกิดการสนใจ เมื่อมีโอกาสมาพบกันก็ได้ปรับท่าฟ้อนกับนางบัวเรียว โดยได้แทรกลีลาท่ารำนาฏศิลป์ไทยเข้าไป

       ปี พ.ศ.๒๕๑๔ กรมศิลปากรได้เปิดโรงเรียนนาฏศิลป ส่วนภูมิภาคแห่งแรกขึ้นที่ จังหวัดเชียงราย (ปัจจุบัน คือ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่) มีนโยบายที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ธำรงรักษาศิลปะพื้นเมือง และเสาะแสวงหา รวบรวม ศิลปะพื้นเมืองที่กำลังจะสูญหายไป ฟ้อนสาวไหมจึงเป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งที่วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่พยายามสืบเสาะหาเพื่อนำมาผดุงรักษาไว้ ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ก็ได้เชิญนางพลอยศรี สรรพศรี มาถ่ายทอดท่าฟ้อนสาวไหมให้แก่คุณครูนาฏศิลป์ละคร ๓ คน คือ นางสาวฉวีวรรณ สบฤกษ์ (นุชนวล) นsางสาวอัจฉรา สุภาไชยกิจ และนางสามปอยดง เครือนันตา

       ต่อมาวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ เชิญนางคำ กาไวย์ มาสอนการตีกลองสะบัดชัย นายคำเป็นผู้มีความรู้ และความสามารถสืบเสาะหาวิธีฟ้อนสาวไหมได้ทั้งชาย และหญิงดังนั้นทางวิทยาลัยจึงได้ปรับปรุงท่าของนางพลอยศรี และท่าของนายคำเข้าด้วยกัน ให้มีลีลาอ่อนช้อย สวยงาม โดยอยู่ในความควบคุมของนางสาวประนอม ทองสมบุญ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลันนาฏศิลปเชียงใหม่ นิยมแสดงมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งใช้ผู้หญิงแสดงล้วน

รูปแบบ และลักษณะการแสดง

       ฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนด้วยท่ารำตามทำนองเพลงในจังหวะช้า ความงดงามของการรำฟ้อนสาวไหมจะอยู่ที่กระบวนท่ารำในลักษณะต่าง ๆ ที่มีความหมายถึงกรรมวิธีการทอผ้าไหม รวมทั้งความสวยงามของการใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้มีความกลมกลืนกับท่ารำ อาทิ การตีไหล่ การโย้ตัว และมีการแปรแถวในลักษณะต่าง ๆ Get the Flash Player

การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑ รำออกตามทำนองเพลง

ขั้นตอนที่ ๒ รำตามกระบวนท่าฟ้อนจนจบกระบวนท่าแล้วรำเข้า

ดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง

       ใช้วงดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือ วงสะล้อ ซอ ซึง

       เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงสาวไหม และเพลงล่องแม่ปิง

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำเทพบันเทิง​

Published by:

Admin

เทพบันเทิงชื่อระบำเทพบันเทิงประเภทการแสดงระบำประวัติที่มาระบำเทพบันเทิง เป็นระบำที่นายมนตรี ตราโมท สิลปินแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญดุริยางคศิลป์ไทย กรมศิลปากร ประพันธ์บทร้อง และบรรจุทำนองเพลง ประกอบการแสดงละครในเรื่องอิเหนา ตอนลมหอบ กล่างถึงองค์ปะตาระกาหลา ผู้ซึ่งเป็นบรมราชอัยการของอิเหนา และบุษบา เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว ไ้ด้เสด็จไปอุบัติเป็นเทพราชาสถิตย์อยู่ ณ วิมาณเมฆ บนสวรรค์ มีเทพบุตร และเทพอัปสรฟ้อนรำนี้ต่อมาเรียกว่า ระบำเทพบันเทิง กรมศิลปากรจัดการแสดงให้ประชาชน ณ โรงละครศิลปากร เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ผู้ประดิษฐ์ท่ารำ คือนางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลปกรมศิลปากร นางมัลลี คงประภัศร์ และนางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก (หม่อมครูต่วน)

รูปแบบ และลักษณะการแสดง             

ระบำเทพบันเทิง เป็นระบำหมู่ของเทวดา นางฟ้า ที่มีลักษณะท่ารำเป็นการรำตีบทตามบทร้อง เพื่อถวายแด่องค์ปะตาระกาหลา ซึ่งเป็นการรำที่มีความงดงามในลักษณะของการรำคู่ รวมทั้งการใช้ท่าเกี้ยวพาราสีระหว่างพระ และนาง มีการแปรแถวในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แถวปากพนัง แถววงกลม และแถวเฉียง เป็นต้น Get the Flash Playerการรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ ๑รำออกตามทำนองเพลงแขกเชิญเจ้า

ขั้นตอนที่ ๒รำตีบทความหมายของบทร้อง 

ขั้นตอนที่ ๓รำเข้าตามทำนองเพลงยะวาเร็ว   ดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ได้แก่ เพลงแขกเชิญเจ้า และเพลงยะวาเร็ว เครื่องแต่งกายผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่อง พระสวมเสื้อแขนสั้น ศิราภรณ์ชฎายอดชัย นางศิราภารณ์มงกุฏกษัตรีย์  

บทร้องระบำเทพบันเทิง- ปี่พาทย์ทำเพลงส่วนนำของเพลงแขกเชิญเจ้า -- ร้องเพลงแขกเชิญเจ้า - เหล่าข้อพระบาท

ขอฟ้อนกรายบำเรอปิ่นอมรผู้ทรงพระคุณเพื่อเทวบดีเถลิงเทพสีมาขอวโรกาส เทวฤทธิ์อดิศรรำร่ายถวายกรปะตาระกาหลายิ่งบุญบารมีสุขสมรมยาพิมามสำราญฤทัย- สร้อย - สรุศักดิ์ประสิทธิ์

ทรงสราญพระกายถวายอินทรีย์

ถวายดวงตาถ้อยคำอำไพถวายดวงจิตที่ทรงการุณย์ถวายชีวันสุรฤทธิ์กำจายทรงสบายพระทัยต่างมาลีบูชาต่างประทีปจำรัสไขต่างธูปหอมจุณจันทน์อัญชลิตวรคุณผองเข้ามาแต่บรรพ์รองบาทจนบรรลัย- สร้อย -- ร้องเพลงยะวาเร็ว - 

ร่วมกันร้องทำนองลำนำ (ซ้ำ) มาฟ้อนมารำให้รื่นเริงใจ (ซ้ำ)

ให้พร้อมให้ เพรียงเรียงระดับ เปลี่ยนสับท่วงทีหนีไล่ เวียนไป

อัปสรฟ้อนส่ายฝ่ายฝูงเทวดาเข้าทอดสนิทผูกพัน ผูกพัน สุขเกษมได้จังหวะกันกรีดกรายออกมาทำท่ากางกั้น (ซ้ำ)

ไม่บิดไม่ผัน (ซ้ำ)

ปลื้มเปรม ปลื้มเปรม ปรีดา- ปีพาทย์ทำเพลงยะวาเร็ว -โอกาสที่ใช้แสดงเผยแพร่ให้ประชาชนชม

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

โขน

Published by:

Admin

ประวัต ความเป็นมาโขนจัดเป็นนาฏกรรมที่มีความเป็นศิลปะเฉพาะของตนเอง ไม่ปรากฏชัดแน่นอนว่าคำว่า “โขน” ปรากฏขึ้นในสมัยใด แต่มีการเอ่ยถึงในวรรณคดีไทยเรื่องลิลิตพระลอที่กล่าวถึงโขนในงานแสดงมหรสพ ระหว่างงานพระศพของพระลอ พระเพื่อนและพระแพงว่า “ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน”โดยมีข้อสันนิษฐานว่าคำว่าโขนนั้น มีที่มาจากคำและความหมายในภาษาต่าง ๆ ดังนี้

คำว่าโขนในภาษาเบงคาลี ซึ่งปรากฏคำว่า “โขละ” หรือ “โขล” (บางครั้งเขียนด้วยคำว่า “โขฬะ”)ที่เป็นชื่อเรียกของเครื่องดนตรีประเภทหนังชนิดหนึ่งของฮินดู ลักษณะและรูปร่างคล้ายคลึงกับตะโพนของไทย ไม่มีขาตั้ง ทำด้วยดิน ไม่มีสายสำหรับถ่วงเสียง มีเสียงดังค่อนข้างมาก จัดเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมในแคว้นเบงกอล ประเทศอินเดีย ใช้สำหรับประกอบการละเล่นชนิดหนึ่ง เรียกว่ายาตราหรือละครเร่ที่คล้ายคลึงกับละครชาตรี โดยสันนิษฐานว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ เคยถูกนำมาใช้ประกอบการเล่นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง จึงเรียกว่าโขลตามชื่อของเครื่องดนตรีคำว่าโขนในภาษาอิหร่าน มีที่มาจากคำว่าษูรัต ควาน (อังกฤษ: Surat khwan) หมายความถึงตุ๊กตาหรือหุ่น ซึ่งใช้สำหรับประกอบการแสดง โดยมีผู้ขับร้องและให้เสียงแทนตัวหุ่น เรียกว่าควานหรือโขน (อังกฤษ: Khon) มีความคล้ายคลึงกับผู้พากย์และผู้เจรจาของการแสดงโขนในปัจจุบันคำว่าโขนในภาษาเขมร เป็นการกล่าวถึงโขนในพจนานุกรมภาษาเขมร ซึ่งหมายความถึงละคร แต่เขียนแทนว่าละโขน ที่หมายความถึงการแสดงมหรสพอย่างหนึ่งจากข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโขนเป็นคำมาจากภาษาใด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ระบุความหมายของโขนเอาไว้ว่า “โขนหมายถึงการเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ แต่เล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงสวมหัวจำลองต่าง ๆ ที่เรียกว่าหัวโขน หรือหมายความถึงไม้ใช้ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไปที่เรียกว่าโขนเรือ หรือใช้สำหรับเรียกเรือชนิดหนึ่งที่มีโขนว่าเรือโขนเช่น เรือโขนขนาดใหญ่น้อยเหลือหลายในลิลิตพยุหยาตรา หรือหมายความถึงส่วนสุดทั้งสองข้างของรางระนาดหรือฆ้องวงใหญ่ที่มีลักษณะงอนขึ้นว่าโขน

วงปี่พาทย์ที่ใช้ในการแสดงโขนในสมัยของสมเด็จพระนาราย์มหาราช ได้มีการกล่าวถึงโขนโดยลาลูแบร์ เอาไว้ว่า “โขนนั้น เป็นการร่ายรำเข้า ๆ ออก ๆ หลายคำรบ ตามจังหวะซอและเครื่องดนตรีอย่างอื่นอีก ผู้แสดงนั้นสวมหน้ากาก (หัวโขน) และถืออาวุธ แสดงบทหนักไปในทางสู้รบกันมากกว่าจะเป็นการร่ายรำ และมาตรว่าการแสดงส่วนใหญ่จะหนักไปในทางโลดเต้นเผ่นโผนโจนทะยาน และวางท่าอย่างเกินสมควรแล้ว นาน ๆ ก็จะหยุดเจรจาออกมาสักคำสองคำ หน้ากาก (หัวโขน) ส่วนใหญ่นั้นน่าเกลียด เป็นหน้าสัตว์ที่มีรูปพรรณวิตถาร (ลิง) หรือไม่เป็นหน้าปีศาจ (ยักษ์) ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นต่อมหรสพในอดีตของชาวไทยในสายตาของชาวต่างประเทศ

การแสดงโขนโดยทั่วไปนิยมแสดงเรื่องรามยณะหรือรามเกียรติ์ ในอดีตกรมศิลปากรเคยจัดแสดงเรื่องอุณรุฑ แต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับการแสดงเรื่องรามเกียรติ์ มีหลายสำนวน ทั้งที่มีการประพันธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะบทประพันธ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงตามสำนวนของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่กรมศิลปากรได้ปรับปรุงเป็นชุดเป็นตอนสำหรับแสดงเป็นโขนฉาก ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็เคยทรงพระราชนิพนธ์บทร้องและบทพากย์ไว้ถึง 6 ชุด ได้แก่ ชุดนางสีดาหาย ชุดเผากรุงลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึกลงกาและชุดนาคบาศ

แต่เดิมนั้นการแสดงโขนจะไม่มีการสร้างฉากประกอบการแสดงตามท้องเรื่อง การดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ เป็นแบบจินตนาการถึงฉากหรือสถานที่ในเรื่องราวเอง การจัดฉากในการแสดงโขนเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยที่ทรงคิดสร้างฉากประกอบการแสดงโขนบนเวทีขึ้น คล้ายกับการแสดงละครดึกดำบรรพ์ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงคิดขึ้น

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ระบำดอกบัว

Published by:

Admin

ระบำดอกบัว 

 

 ระบำดอกบัว เป็นการแสดงชุดหนึ่งจากละครเรื่อง “รถเสน” ตอนหมู่นางรำ แสดงถวายท้าววรถสิทธิ์ ซึ่งกรมศิลปากรได้

ปรับปรุงขึ้น แสดงให้ประชาชนชมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ผู้ประพันธ์บทร้องคือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ใช้ทำนองเพลงสร้อยโอ้ลาวของเก่า เป็นการแสดงหมู่การแต่งกายนุ่งจีบหน้านางห่มสไบเฉียง ใส่เครื่องประดับ หรือนุ่งจีบหน้านางห่มสไบเฉียงสองชาย

ใส่เครื่องประดับอุปกรณ์ดอกบัวประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าไม้นวม หรือไม้แข็งก็ได้

เนื้อเพลงระบำดอกบัวเหล่าข้าคณาระบำ ร้องรำกันด้วยเริงร่าฟ้อนส่ายให้พิศโสภา เป็นทีท่าเยื้องยาตรนาดกรายด้วยจิตจงรักภักดี

มิมีจะเหนื่อยแหนงหน่ายขอมอบชีวิตและกาย ไว้ใต้เบื้องพระบาทยุคลเพื่อทรงเกษมสราญ และชื่นบานพระกมลถวายฝ่ายฟ้อนอุบล ล้วนวิจิตรพิศอำไพอันปทุมยอดผกา ทัศนาก็วิไลงามตระการบานหทัย หอมจรุงฟุ้งขจรคล้ายจะยวนเย้าภมร บินวะว่อนฟอนสุคันธ์

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติรำสี่ภาค

Published by:

Admin

ประวัติรำสี่ภาค

 

     รำสี่ภาค หรือ ระบำสี่ภาค เป็นการแสดงที่รวบรวมเอาศิลปะการร่ายรำอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาคของไทยมารวมไว้ในชุดเดียวกัน... รำสี่ภาคของแต่ละที่หรือแต่ละสถานศึกษาอาจมีความแตกต่างกันออกไป

แต่ก็เน้นให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน เช่น รำหรือฟ้อนของภาคเหนือ

ก็จะเน้นความอ่อนช้อยงดงามของท่วงท่ารำ, ภาคใต้ก็จะเป็นจังหวะที่สนุก ได้กลิ่นอายของท้องทะเล,

ภาคกลางก็จะเน้นความเป็นระเบียบ แบบแผน ส่วนภาคอิสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ก็จะเน้นความสนุกสนานครื้นเครงตามแบบฉบับของชาวอิสาน ซึ่งไม่ว่าใครได้ยินได้ชมก็อดไม่ได้

ที่จะขยับตัวตามหรือปรบมือตามจังหวะเสมอ...ซึ่งโดยส่วนมากรำสี่ภาคที่ผมได้ดูจะเริ่มจาก เหนือ ใต้ กลาง และ จบด้วยอิสานเสมอ

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

การแสดงชุด "ฟ้อนขันดอก"​

Published by:

Admin

การแสดงชุด "ฟ้อนขันดอก"

นาฏศิลป์สร้างสรรค์ของชาวล้านนา โดยเริ่มจาก พ่อครูมานพ ยาระนะ ศิลปินแห่งชาติ

สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ปี พ.ศ. 2548 เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าขึ้น โดยมีจุดประสงค์ในการแสดง

เพื่อเป็นการฟ้อนรำบูชาพระรัตนตรัย เพื่อให้บังเกิดความสงบร่มเย็นให้แก่บ้านเมือง

โดยมีอุปกรณ์ประกอบการแสดงเป็นขันดอก หรือพานไม้ใส่ดอกไม้แบบล้านนา

ซึ่งใช้ตบแต่งเพื่อบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในงานบุญทางศาสนา โอกาสต่าง ๆ

สำหรับเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงใช้ทำนองเพลง "ก๋ายเจียงแสน" (ผ่านเชียงแสน)

ท้ายเพลงออก ทำนองเพลง "จะปุละไม้" มีเนื้อเพลงที่ สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย​

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติรำสีนวลออกอาหนู​

Published by:

Admin

ประวัติรำสีนวลออกอาหนู         

สีนวล เป็นชื่อของเพลงหน้าพาทย์ ที่ใช้ประกอบการแสดงละคร ประกอบกิริยาไปมา ของสตรีที่มารยาทชดช้อย  ต่อมามีผู้ประดิษฐ์ทำนองร้องประกอบการรำ ทำให้ความหมายของเพลงเด่นชัด ภายหลังการรำเพลงสีนวลได้แยกออกมาใช้เป็นระบำเบ็ดเตล็ด เพราะมีความงดงามไพเราะทั้งทำนองเพลงและท่ารำ จะแสดงเป็นหมู่หรือแสดงเดี่ยวก็ได้ตามโอกาส 

 เนื้อเพลง

     สีนวลชวนชื่นเมื่อยามเช้าแม้นไม่แลเห็นเจ้าเฝ้าคำนึง

     เจ้าสาวๆๆสาวสะเทิ้น (ซ้ำ)

นวลอนงค์องค์สำอางค์ใส่กำไล แลวิไล (ซ้ำ)

ทองใบอย่างดีทองดีๆใส่ต่างหูสองหู หูทัดดอกไม้ (ซ้ำ)

จะหางามงามกว่าชวนกันเดินพากันเดิน (ซ้ำ)

รีบเดินมา (ซ้ำ)

รักเจ้าสาวสีนวลหวลคิดถึงอยากให้ถึงวันที่รำสีนวล

ค่อยเดินค่อยเดินมาตามทาง (ซ้ำ)

นางสาวศรีห่มศรี  (ซ้ำ)

สลับสีเพชรพลอย พลอยงามแลงาม (ซ้ำ)

สตรีใดชนใดในสยาม (ซ้ำ)

มาเทียบไม่เทียม (ซ้ำ)

ร่ายรำทำท่าน่ารักเอย (ซ้ำ)

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ความเป็นมาฉุยฉายพราหมณ์

Published by:

Admin

              ฉุยฉายพราหมณ์นี้ตัดตอนมาจากบทละครในเรื่องรามเกียรติ์ภาคสวรรค์ ตอนพระคเณศเสียงา กล่าวถึง รามปรศุ เป็นยักษ์ซึ่งปกครองเหล่านักสิทธิ์วิทยาต่างๆ เป็นที่โปรดปรานแห่งพระอิศวร สามารถเข้าเฝ้าได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะนั้นพระอิศวร และพระอุมาทรงบรรทมในพระที่ สั่งให้พระคเณศหรือพระคเณศวร ซึ่งเป็นพระโอรสเฝ้าทวารไว้ รามปรศุจะขืนเข้าเฝ้าจึงเกิดการต่อสู้ขึ้น รามปรศุโกรธ เอาขวานเพชรที่ได้ประทานจากพระอิศวรขว้างไปถูกงาของพระคเณศหัก ความทราบถึงพระอุมา จึงได้สาปให้รามปรศุสิ้นฤทธิ์แข็งเป็นท่อนไม้  พระอิศวรทรงเมตตาแนะให้ปรศุบูชาถึงพระนารายณ์ เมื่อรามปรศุรำลึกถึง พระนารายณ์ก็ทรงแปลงเป็นพราหมณ์น้อยมาร่ายรำ "ฉุยฉายพราหมณ์" เมื่อพระอุมาทอดพระเนตรก็เห็น ก็โปรดเมตตาให้พร นารายณ์แปลงจึงขอกำลังรามปรศุคืน โดยแบ่งให้พระคเณศครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งคืนให้รามปรศุ บทร้องฉุยฉายพราหมณ์นี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉุยฉายพราหมณ์นี้ตัดตอนมาจากบทละครในเรื่องรามเกียรติ์ภาคสวรรค์ ตอนพระคเณศเสียงา กล่าวถึง รามปรศุ เป็นยักษ์ซึ่งปกครองเหล่านักสิทธิ์วิทยาต่างๆ เป็นที่โปรดปรานแห่งพระอิศวร สามารถเข้าเฝ้าได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะนั้นพระอิศวร และพระอุมาทรงบรรทมในพระที่ สั่งให้พระคเณศหรือพระคเณศวร ซึ่งเป็นพระโอรสเฝ้าทวารไว้ รามปรศุจะขืนเข้าเฝ้าจึงเกิดการต่อสู้ขึ้น รามปรศุโกรธ เอาขวานเพชรที่ได้ประทานจากพระอิศวรขว้างไปถูกงาของพระคเณศหัก ความทราบถึงพระอุมา จึงได้สาปให้รามปรศุสิ้นฤทธิ์แข็งเป็นท่อนไม้      พระอิศวรทรงเมตตาแนะให้ปรศุบูชาถึงพระนารายณ์ เมื่อรามปรศุรำลึกถึง พระนารายณ์ก็ทรงแปลงเป็นพราหมณ์น้อยมาร่ายรำ "ฉุยฉายพราหมณ์" เมื่อพระอุมาทอดพระเนตรก็เห็น ก็โปรดเมตตาให้พร นารายณ์แปลงจึงขอกำลังรามปรศุคืน โดยแบ่งให้พระคเณศครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งคืนให้รามปรศุ บทร้องฉุยฉายพราหมณ์นี้เป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

คำร้อง: พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6
       ฉุยฉายเอย ช่างงามขำช่างรำโยกย้าย     สะเอวแสนอ่อนอรชรช่วงกาย วิจิตรยิ่งลายที่คนประดิษฐ์
สองเนตรคมขำแสงดำมันขลับ ชม้อยเนตรจับช่างสวยสุดพิศ ฯ
       สุดสวยเอย ยิ่งพิศยิ่งเพลินเชิญให้งงงวย
งามหัตถ์งามกรช่างอ่อนระทวย ช่างนาดช่างนวยสวยยั่วนัยนา    ทั้งหัตถ์ทั้งกรก็ฟ้อนถูกแบบ ดูยลแยบสวยยิ่งเทวา ฯ
       น่าชมเอย น่าชมเจ้าพราหมณ์
ดูทั่วตัวงาม ไม่ทรามจนนิด   ดูผุดดูผ่อง เหมือนทองทาติด  ยิ่งเพ่งยิ่งพิศ ยิ่งคิดชมเอย ฯ
       น่ารักเอย น่ารักดรุณ
เหมือนแรกจะรุ่น จะรู้เดียงสา   เจ้ายิ้มเจ้าแย้ม แก้มเหมือนมาลา  จ่อจิตติดตา เสียจริงเจ้าเอย ฯ

 

เพลง ''ลาวแพน''

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติรำสีนวล​

Published by:

Admin

เป็นลีลาท่าทางการร่ายรำในศิลปะแบบพื้นเมืองของไทยที่แสดงถึงบรรยากาศรื่นเริง สนุกสนาน ในบทร้องจะมีความหมายเกี่ยวกับสีสันที่สวยงามของธรรมชาติ เนื่องจากเป็นชุดที่มีเนื้อเพลงสั้นกะทัดรัดและท่ารำง่าย จึงนิยมนำมาฝึกหัดกันและใช้แสดงเป็นหมู่คณะ

 

               การแต่งกายสามารถแต่งได้หลายแบบ เพลงที่จะบรรเลงออกตอนท้ายจะใช้อยู่หลายประเภท เช่น ออกด้วยเพลงเร็ว – ลา, ออกด้วยวรเชษฐ์และออกด้วยเพลงสีนวลอาหนู 2 ชั้น ซึ่งเป็นเพลงจีนของเก่าที่ได้ดัดแปลงมาจากเพลงจีนเพลงหนึ่ง

               ทราบกันว่าครูปุย ปาบุยะวาทย์ เป็นผู้แต่งทำนองเพลงและท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี นำเอาเพลงอาหนูมาประดิษฐ์ท่ารำให้เข้ากับบทร้องและทำนองใช้รำต่อจากรำสีนวล เรียกว่า “สีนวลออกอาหนู”

 

               ดนตรี ที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่หรือเครื่องใหญ่ บรรเลงทำนองเพลงสีนวล และ เพลงเร็ว-ลา

               ลักษณะการแต่งกาย ผู้แสดงนุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสไบจีบ สยายผมทัดดอกไม้ใส่เครื่องประดับ สร้อยคอ ตุ้มหู สร้อยตัว เข็มขัดพร้อมหัวเข็มขัด รัดต้นแขน สร้อยข้อมือ และกำไลข้อเท้า

               โอกาสที่ใช้แสดง ใช้แสดงประกอบละครนอกเรื่อง "ไชยเชษฐ์" และใช้แสดงในงานมงคลต่าง ๆ แสดงเป็นหมู่หรือแสดงเดี่ยว ตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น งานรื่นเริง งานเลี้ยงสังสรรค์ งานเทศกาลสำคัญ

 

 เพลงรำสีนวล  

                “สีนวล” เป็นชื่อของเพลงหน้าพาทย์ที่จะใช้บรรเลงประกอบการแสดงละคร โดยจะใช้ประกอบกิริยาท่าทางของหญิงสาวที่มีมารยาทอ่อนช้อยงดงาม

                 ทำนองเพลงมีท่วงทีซ่อนความพริ้งเพราเอาไว้ในตัว ต่อมามีผู้ประดิษฐ์คำร้องประกอบการรำ ซึ่งแต่เดิมรำสีนวลนั้นเป็นการแสดงชุดหนึ่งที่นำมาจากละครนอกเรื่องไชยเชษฐ์ ภายหลังได้มีการนำมาใช้แสดงเป็นระบำเบ็ดเตล็ดเนื่องจากว่าการรำสีนวลเป็นศิลปะที่สวยงามทั้งท่ารำและเพลงขับร้อง จึงได้มีการพัฒนามาเป็นชุดสำหรับจัดแสดงในงานทั่วๆไปและนับเป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทยอีกชุดหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

               ลักษณะท่ารำและคำร้องของรำสีนวลมีความหมายถึงการบันเทิงรื่นรมย์ของหญิงสาวแรกรุ่นที่มีกิริยางดงาม อ่อนหวาน และมีอิริยาบถที่นุ่มนวลอ่อนช้อยตามลักษณะกุลสตรีไทย

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติรำกลองยาว

Published by:

Admin

รำกลองยาว

           ประเพณีการเล่นเทิงบ้องกลองยาว หรือ เถิดเทิง มีผู้เล่าให้ฟังเป็นเชิงสันนิษฐานว่าเป็นของพม่า นิยมเล่นกันมาก่อนเมื่อครั้งที่พม่ามาทำสงครามกับไทยในสมัยกรุงธนบุรี หรือสมัยต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เวลาพักรบพวกทหารพม่าก็จะเล่นสนุกสนานกันด้วยการเล่นต่างๆ ซึ่งทหารพม่าบางพวกก็เล่น “กลองยาว” พวกไทยเราได้เห็นก็จำมาเล่นกันบ้าง 


            เมื่อชาวไทยเห็นว่ารำกลองยาวเป็นการเล่นที่สนุกสนาน และเล่นได้ง่ายก็นิยมเล่นกันไปแทบ ทุกบ้านทุกเมืองมาจนทุกวันนี้ 
ประวัติความเป็นมา คณะกลองยาวที่มีชื่อเสียงมากของชาวอำเภอพยุหะคีรี ได้แก่ คณะ บ.รุ่งเรืองศิลป์ ของนายบุญ เอี่ยมเวช ซึ่งได้ดัดแปลงท่าร่ายรำมาจากท่าร่ายรำของลิเก พร้อมได้ดัดแปลงประดิษฐ์ชุดแต่งกายขึ้น โดยเลียนแบบจากเครื่องแต่งกายของลิเกเช่นกัน และใช้ชื่อว่า “กลองยาวประยุกต์” และได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกราวปี พ.ศ. 2500​

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติมโนราห์บูชายัณต์​

Published by:

Admin

          เป็นการแสดงที่นำมาจากการแสดงละครเรื่อง "พระสุธน - มโนห์รา" ตอนมโนห์ราบูชายัญ ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดแสดงขึ้น และแสดงให้ประชาชนชมครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2498 กล่าวถึงเมื่อนางมโนห์ราขอปีกหางได้แล้ว ก็แสร้งกล่าวทูลลา และขอพระราชทานอภัยต่อท้าวอาทิตยวงศ์ แล้วร่ายรำทำท่าคล้ายกับจะกระโดดเข้ากองไฟ ระบำชุดนี้ใช้เพลงแขกบูชายัญ โดยอาจารย์มนตรี ตราโมท ได้นำเพลงเร็วเพลงหนึ่งของคุณครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาบรรเลงร่วมกับโทน และกลองชาตรี แล้วตั้งชื่อขึ้นใหม่ซึ่งเข้ากับท่ารำได้เป็นอย่างดี​

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ความเป็นมาฉุยฉายวันทอง

Published by:

Admin

ฉุยฉายวันทอง อยู่ในการแสดงละคร เรื่อง "ขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ " เนื้อเรื่องกล่าวถึง ขุนแผนแค้นใจพระไวยผู้เป็นบุตรชาย ที่ไปหลงเสน่ห์นางสร้อยฟ้า จึงคบคิดกับพลายชุมพลบุตรชายอันเกิดจากนางแก้วกิริยาธิดาเจ้าเมืองสุโขทัย นัดแนะให้พลายชุมพลปลอมตัวเป็นมอญใหม่ และผูกหุ่นฟางเสกเป็นไพร่พลมอญยกทัพ เพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยพลายชุมพลยกเข้ามาตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลเดิทบาง ครั้นพระพันวษาได้ทรงทราบก็ตรัสสั่งให้ขุนแผนกับเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกันยกทัพไปปราบปราม ขุนแผนกับเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกันยกทัพไปตั้งค่ายรับอยู่ ณ ตำบลนางบวช (ใต้ตำบลเดิมบางลงมา) แล้วขุนแผนกับพลายชุมพลต่างก็ใช้อุบายติดต่อให้สัญญากัน พอตกกลางคืนตอนใกล้รุ่ง พลายชุมพลจึงยกทัพหุ่นเข้าตีค่ายของขุนแผนและเจ้ามืองสุพรรณบุรี ขุนแผนทำทีขี่ม้าเข้าต่อสู้ตีฝ่าข้าศึก แล้วทำเป็นเพลี้ยงพล้ำให้ข้าศึกจับตัวไปได้ ครั้นกองทัพเจ้าเมืองสุพรรณบุรีเห็นขุนแผนถูกจับไป กองทัพก็แตกพ่าย กลับมาทูลข่าวแด่พระพันวษา ด้านขุนแผนกับพลายชุมพลก็เคลื่อนกองทัพหุ่นยกล่วงมาตั้งอยู่ ณ ชายป่าในเขตบ้านตาลาน ชานกรุงศรีอยุธยา พระพันวษาออกว่าราชการ ทรงทราบเรื่องกองทัพมอญใหม่ที่จับตัวขุนแผนไป ทรงกริ้วมากตรัสสั่งให้ไปตามเจ้าหมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็ก ลูกชายของขุนแผนมา เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนารถรู้เรื่องก็ตกใจ จึงรีบรับอาสาทันที เส้นทางที่กองทัพพระไวยจะผ่านไปนั้น เป็นป่าเปลี่ยว นางวันทองแม้มีความผิดต้องประหารชีวิตไปตามพระราชโองการของพระพันวษาแล้วแต่ด้วยความรักอาลัยต่อพระไวยผู้เป็นบุตร เมื่อรู้ว่าพระไวยจะยกกองทัพผ่านมาทางนี้ จึงสำแดงร่างอสุรกายให้ปรากฏ แล้วแปลงร่างเป็นนางงามขับร้องเพลงเล่นชิงช้าคอยทีอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อพระไวยผ่านมาก็ได้ยินเสียงขับร้องของสตรี จึงสั่งให้หยุดกองทัพ แล้วลงจากม้าเดินไปตามเสียง ก็พบนางงามรุ่นเจริญวัย กำลังเล่นชิงช้าและขับร้องเพลงอยู่ อย่างสบายใจ พระไวยจึงเดินเข้าไปหาและเกี้ยวพาราสี

 
รูปแบบ และลักษณะการแสดง
        ฉุยฉายวันทอง เป็นการแสดงความงดงามของหญิงสาว แต่งตัวสวยเพื่อจะไปหาบุตรชาย แต่บุตรชายกลับมาหลงรัก ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง นางจึงกลับร่างเป็นอสุรกายดังเดิม การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆดังนี้
        ขั้นตอนที่ 1 รำสอดสร้อยออกในเพลงรัวแล้วป้องหน้า
        ขั้นตอนที่ 2 รำตีบทตามคำร้องฉุยฉาย และแม่ศรี
        ขั้นตอนที่ 3 รำเข้าตามทำนองเพลงเร็ว – ลา

 

เครื่องแต่งกาย   ผู้แสดงแต่งกายห่มสไบผ้าตาดทองลายม่วง นุ่งผ้าจีบหน้านางสีม่วง ตามบทประพันธ์ ศิราภรณ์กระบังหน้า

ดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง    ใช้วงปี่พาทย์ไม้แข็ง     เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ได้แก่เพลงรัว เพลงฉุยฉาย เพลงแม่ศรี เพลงเร็ว (คุดระนาดเหยียบกรวด) และเพลงลา บทร้องมีด้วยกันหลายสำนวนดังนี้

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ความเป็นมาฉุยฉายวันทอง

Published by:

Admin

บทร้องฉุยฉายวันทองสำนวนที่ 1

ร้องฉุยฉาย          ฉุยฉายเอย สาวน้อยน่าเอ็นดูอสูรกาย         นิมิตเหมือนเดือนหงาย ยวนใจชายให้แช่มชื่น                                         ผิวพรรณชันษาสิบห้าศก เห็นตาเห็นอกสะทกเหลือฝืน      เอิบอารมณ์แทบจะล้มทั้งยืน ผิดนารีอื่นเอนกเอย                                    ฉุยฉายเอย โฉมวันทองเปรตแปรเพศแปลงกาย                นุ่งม่วงขาบเฟื้อยเปลือยชาย สอดสวมสนอบขาวสยายโมฬีฟู                    พวงมาลีวงเกศีเฉวียงไหล่ ทัดดอกกล้วยไม้วิไลหรู             งามแพรห้อยห่มสีชมพู สร้อยวลัยเพชรตรูตาเอยร้องแม่ศรี                                                    วันทองเอย วันทองแปลงโฉม             น่ารักน่าบรรโลม น่าตะโบมชื่นใจ                                            เที่ยวเก็บมาลีที่หอมหอม ดั้นไพรพนอมจะไปไหน                          ทั้งดอกทั้งช่อห่อสไบ ให้เห็นอยากได้ดมเอย                                                        นางนิมิตเอย นางนิมิตรูปน้อย                             โฉมฉายชม้ายชม้อย กะจ้อยร่อยสำเริงเหล่ง                                            โอ๊ยนั่งรากไทรไกวชิงช้า ดูแน้ดวงหน้าเจ้ายิ้มแฉ่ง             จะตกลงเน้อย่างเพ่อแกว่ง สงสารเจ้าแน่งน้อยเอย

บทร้องฉุยฉายวันทองสำนวนที่ 2ร้องฉุยฉาย                         ฉุยฉายเอย เจ้าช่างจำแลงแปลงกายงามคล้ายบุษบา                                หน้าเป็นใยเหมือนไข่ปอก เจ้าทัดแต่ดอกจำปา                 โอ้พระไวยสายใจ อีกสักเมื่อไรจึงจะมา                                                        ฉุยฉายเอย เยื้องย่างเจ้าช่างกรายลอยชายมาในดง       รู้ว่าพ่อไวยจะไปทัพ แม่มาคอยรับคอยส่ง                                            ชะกระไรหน้อใจบิดา จะแกล้งฆ่าให้ปลดปลง

ร้องแม่ศรี         แม่ศรีเอย แม่ศรีสาคร                                  ร่างเจ้าเอี่ยมอรชร เหมือนกินนรไกรลาส                                            ใส่กรอบพักตร์ประดับเพชร บั้นเอวเจ้าจะเด็ดขาด                   จมื่นไวยใจสวาท ด้วยโฉมประหลาดตาเอย                                                        แม่ศรีเอย แม่ศรีสาวหงส์                                    เยื้องย่างมากลางดง เหมือนหนึ่งหงส์เหมราช                                             ผิวเจ้างามเมื่อยามพิศ งามจริตเมื่อยามผาด                 อ่อนระทวยนวยนาด เยื้องยาตรมาเอยปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา

บทร้องฉุยฉายวันทอง สำนวนที่ 3                                       ฉุยฉายเอย วันทองเปรตแปลงเพศปอมกาย                                            เยื้องย่างเจ้าช่างกรีดกราย ทำกระแอมกระไอให้ชายเห็นหน้า           รุ่นราวขาวสะอาดเดินลีลาศไคลคลา ถ้าใครเห็นหน้าแทบเป็นบ้าใจเอยร้องแม่ศรี           วันทองเอย วันทองแปลงโฉม                      น่ารักตะโบม น่าประโลมให้ชื่นใจ                                            เที่ยวเก็บมาลีที่ในป่า เอาใส่ห่อผ้าจะไปข้างไหน                               ทั้งดอกทั้งช่อเจ้าห่อสไบ ใครเห็นอยากได้ดมเอยปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว - ลา

บทร้องฉุยฉายวันทอง สำนวนที่ 4ร้องฉุยฉาย                                     ฉุยฉายเอย เสร็จจำแลงแปลงกายเยื้องกายมาในป่า                                            โอ้พระไวยสายใจ อีกสักเมื่อไรจึงจะมา                 แลลอดสอดหา เดินไปคอยท่าทางโน้นเอยร้องแม่ศรี                                                        แม่ศรีเอย แม่ศรีเสาหงส์                         เยื้องย่างมากลางดง เหมือนหนึ่งหงส์เหมราช                                            ผิวเจ้างามเมื่อยามพิศ งามจริตเมื่อยามผาด                   อ่อนระทวยนวยนาฎ ลีลาศมาเอยปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติ เพลงฟ้อนที

Published by:

Admin

คำว่า “ที” หมายถึง “ร่ม” เป็นคำภาษา “ไต” ใช้เรียกในจังหวัดแม่ฮ่องสอน “ที” ทางภาคเหนือมีลักษณะและรูปทรงแตกต่างกันไปแต่ละจังหวัด “ที” ที่ชาวแม่ฮ่องสอนนิยมใช้มีรูปทรงสวยนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการรำได้ฟ้อนทีเป็นผลงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ จัดแสดงในงานนิทรรศการและการแสดงศิลปวัฒนธรรมของสถานศึกษาในสังกัดกองศิลปศึกษา กรมศิลปากร เพื่อเทิดพระเกียติมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๕ การแสดงชุดนี้นำร่มมาใช้ประกอบลีลานาฎศิลป์โดยมีท่าฟ้อนเหนือของเชียงใหม่ผสมกับท่ารำไตของแม่ฮ่องสอน มีการแปแถว และลีลาการใช้ร่มในลักษณะต่าง ๆ ที่งดงาม เช่น การถือร่ม การกางร่ม การหุบร่ม เป็นต้นดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้ดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือประสมวง

 

ได้แก่ สะล้อกลาง สะล้อเล็ก ซึ่งใหญ่ ซึงกลาง ซึงเล็ก ขลุ่ย กรับคู่ กลองพื้นเมือง

 

          การแต่งกาย มุ่งเน้นความสวยงามของเครื่องแต่งกายตามประเพณีนิยมภาคเหนือแบ่งเป็น ๒ แบบ คือ แบบหญิงไทลื้อ และแบบหญิงล้านนาแบบไทลื้อ นุ่งซิ่นลายขวาง เสื้อปั๊ด เกล้าผมสูงประดับดอกไม้เงิน ผ้าเคียนศีรษะประดับกำไลข้อมือ ต่างหูแบบล้านนา นุ่งซิ่นตีนจก ผ้าคาดเอว เสื้อเข้ารูปแขนยาว เกล้าผมมวยตั้งกระบังผมหน้าสูง ประดับดอกไม้เงินเครื่องประดับมีเข็มขัด กำไลข้อมือ สร้อยคอ ต่างหู การแสดงชุดนี้ ใช้เวลาประมาณ ๑๐นาที

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติ หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

Published by:

Admin

ประวัตินางสุพรรณมัจฉา เป็นบุตรของทศกัณฑ์ กับนางปลา ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานแต่ทศกัณฑ์ได้แปลงกายเป็นปลาลงไปสมสู่จนกำเนิดบุตรขึ้นมา แม้ทศกัณฑ์จะเป็นยักษ์ แต่ในวรรณคดีอนุโลมให้ทศกัณฑ์เป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ในงานจิตรกรรมฝาผนังเธอจึงมีรูปลักษณ์ที่ท่อนบนเป็นมนุษย์ส่วนท่อนล่างเป็นปลา คือกลายเป็น นางเงือก กระนั้นนางสุพรรณมัจฉาก็มีรูปโฉมที่งดงาม มีผิวกายผ่องพรรณเป็นสีทอง ดังปรากฏความว่า

แสดงรูปนาเรศ              สุพรรณมัจ ฉาเฮย

ผิวเทียมทองอุบัติ           ผ่องพ้น

ธิดาทศเศียรกษัตริย์        มาตุเรศปลาแฮ

ที่ลักคาบศิลาล้น             สมุทรครั้งถมถนน

 

ด้วยเหตุนี้นางสุพรรณมัจฉาจึงเป็นพี่น้องร่วมบิดากับนางสีดา แต่ด้วยความที่นางสุพรรณมัจฉามีท่อนล่างเป็นปลา จึงอาศัยอยู่เพียงแต่ในน้ำในมหาสมุทร มิอาจอยู่ในเวียงวังดังบุตรคนอื่น

 

ความสัมพันธ์กับหนุมานการสังวาสของหนุมานและสุพรรณมัจฉาการสังวาสของหนุมานและสุพรรณมัจฉาครั้นเมื่อพระราม ได้มอบหมายให้หนุมานและนิลพัทพาพลวานรไปถมมหาสมุทรเพื่อทำถนนไปสู่กรุงลงกา เมื่อทศกัณฑ์ล่วงรู้เข้าจึงสั่งให้สุพรรณมัจฉาและบริวารคือฝูงปลาคาบก้อนหินของฝ่ายพระรามไปทิ้งเสีย ทำให้การถมถนนไม่เป็นผลสำเร็จ หนุมานจึงเกิดความสงสัย จึงดำลงไปใต้น้ำพบนางสุพรรณมัจฉาและฝูงปลากำลังคาบก้อนหินไปทิ้ง หนุมานโกรธแค้นมากจึงชักตรีออกไปฆ่านางสุพรรณมัจฉา แต่ท้ายที่สุดหนุมานก็เปลี่ยนทัศนคติแปรเป็นความรักต่อนาง หนุมานจึงเกี้ยวพาราสีและร่วมสังวาสกัน ดังปรากฏความว่า

 

เมื่อนั้น        นวลนางสุพรรณมัจฉา

ได้ร่วมรสรักภิรมยา        กับวายุบุตรวุฒิไกร

อิบแอบแนบชิดพิศวง        งวยงงด้วยความพิศมัย

แสนรักแสนสวาทจะขาดใจ        อรทัยลืมกลัวพระบิดา

ลืมเล่นในท้องชลธาร        ลืมฝูงบริวารมัจฉา

ลืมอายลืมองค์กัลยา        เสน่หาเพิ่มพ้นพันทวี

 

หลังสิ้นการสังวาส นางสุพรรณมัจฉาก็เลิกก่อกวนการสร้างถนน แต่ก็ทำสำเร็จเปราะหนึ่งเพราะหนุมานก็ต้องเสียเวลามาร่วมเพศกับนางระยะหนึ่ง ต่อมานางสุพรรณมัจฉาได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อ มัจฉานุ ที่เป็นลิงแต่มีหางเป็นปลา นางสุพรรณมัจฉาเกรงว่าทศกัณฑ์ผู้บิดาจะล่วงรู้ว่านางได้เสียกับหนุมานแล้ว จึงนำบุตรมาทิ้งไว้ที่ชายหาด ที่ต่อมาไมยราพณ์ได้นำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่า ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์

Published by:

Admin

ภาษาท่านาฏศิลป์  เป็นการนำท่าทางต่างๆ  และสีหน้าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  เช่น  คำพูด กริยาอาการ  อารมณ์ ความรู้สึก  มาปฏิบัติเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยที่มีความหมายแทนคำพูด ให้สอดคล้องกับจังหวะเพลงและการขับร้อง  การฝึกปฏิบัติ  การฝึกหัดภาษาท่าจะต้องฝึกให้ถูกต้องตามแบบแผนเพื่อจำได้สื่อความหมายได้ โดยตรง ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเข้าใจความหมายที่ผู้แสดงต้องการสื่อความหมายมากขึ้น ที่มาของภาษาท่า ที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์  แบ่งออกเป็น ๒  ประเภท 
๑. ภาษาท่าที่มาจากธรรมชาติ เป็นท่าทางที่ดัดแปลงมาจากท่าทางตามธรรมชาติของคนเรา แต่ปรับปรุงให้ดูสวยงามอ่อนช้อยมากยิ่งขึ้น  โดยใช้ลักษณะการ ร่ายรำเบื้องต้นมาผสมผสาน  เช่น  ท่ายิ้ม  ท่าเรียก  ท่าปฏิเสธ  ท่าร้องไห้  ท่าดีใจ  ท่าเสียใจ  ท่าโกรธ
๒. ภาษาท่าที่มาจากการประดิษฐ์โดยตรง เป็นท่าทางที่ประดิษฐ์ ขึ้นเพื่อให้เพียงพอใช้กับคำร้องหรือคำบรรยาย ที่จะต้องแสดงออกเป็นท่ารำ  เช่น    สอดสร้อยมาลา  เป็นต้น ภาษาท่าเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ความหมายระหว่างผู้แสดงและผู้ชม ในการแสดงนาฏศิลป์ เพราะทำให้ผู้ชมทราบว่าผู้แสดงกำลังสื่ออะไร  หรือกำลังมีอารมณ์อย่างไร
ภาษาท่าสามารถแบ่งได้เป็น  ๓  ลักษณะ คือ

  1. ภาษาท่าที่ใช้แทนคำพูด
  2. ภาษาท่าที่ใช้แทนกิริยาอาการต่างๆ
  3. ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกภายใน
     

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์
ภาษาท่าทางนาฏศิลป์  ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้มนุษย์เราใช้ท่าทางประกอบการพูดหรือบางครั้งมีการแสดงสีหน้า ความรู้สึก เพื่อเน้นความหมายด้วยในทางนาฏศิลป์ ภาษาท่าเสมือนเป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทาง โดยเลียนแบบท่าทางธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ การปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์แบ่งออกได้ ดังนี้

  1. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนคำพูด เช่น ฉัน เธอ ท่าน ปฏิเสธ ท่าเรียก ท่าไป
  2. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์อริยาบทหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง
  3. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ เศร้าโศก
นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์

Published by:

Admin

นาฏยศัพท์
นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่างๆ[1] "นาฏย" หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เกี่ยวกับการแสดงละคร "ศัพท์" หมายถึง เสียง คำ คำยากที่ีรน ต้องแปล เรื่อง เมื่อนำคำสองคำมารวมกัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมา

การศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละคร หรือระบำเบ็ดเตล็ดต่างๆ ก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดงแสดงออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะ ยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจในเรื่องการแสดงมากยิ่งขึ้นทั้งในตัวผู้แสดงเอง และผู้ที่ชมการแสดงนั้นๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยนั้นก็คือ เรื่องของนาฏยศัพท์ ซึ่งแยกออกได้เป็นคำว่า "นาฏย" กับคำว่า "ศัพท์"ดังนี้

ประเภทของนาฏยศัพท์
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. นามศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลัดมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าวเท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กะเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉายเท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่
2. กิริยาศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา ซึ่งแบ่งออกเป็นศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ดึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า กันเข่า เปิดส้น ชักส้นศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัว และแก้ไขท่าทีของตนให้ดีขึ้น เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น วงแอ้ คอดื่ม คางไก่ ฟาดคอ คอหัก เกร็งคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ
3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ดหมายถึง ศัพท์ต่างๆที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือไปจากนามศัพท์ และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อนเหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ทา ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่ - พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่อง ศัพท์นาฏภาษาหรือภาษาท่าทาง แก้ไข

นาฏภาษาหรือภาษาท่าทาง (เป็นสาร)ที่ใช้ในการสื่อสารอย่างหนึ่งที่ทั้งผู้ถ่ายทอดสาร (ผู้รำ) และผู้รับสาร (ผู้ชม) จำเป็นจะต้องเข้าใจตรงกัน จึงจะสามารถเข้าใจในความหมายของการแสดงออกนั้นได้อย่างถูกต้อง

การถ่ายทอดภาษาด้วยการเคลื่อนไหวของร่างกายนี้ ชาวสยามเรารู้จักใช้และเข้าใจกันมานานแล้ว จึงทำให้ภาษาการฟ้อนรำนี้พัฒนาด้วยกระบวนการทางอารยธรรมจนกลายเป็น “วิจิตรศิลป์” ดังนั้น อารยชนผู้ที่จะสามารถเข้าใจในภาษาท่าทางเหล่านี้ก็จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกับผู้รำเสียก่อน จึงจะสามารถดูละครรำของไทย ท่าทางไม่เหมือนคนอื่น

ดนตรีเพลง และการขับร้องเพลง

ดนตรีเพลง และการขับร้องเพลง

Published by:

Admin

ดนตรีเพลง  และการขับร้องเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดง  สามารถแบ่งได้เป็น 2  กลุ่ม  คือ  ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงนาฎศิลป์ไทย และเพลงไทยสำหรบประกอบการแสดงนาฎศิลป์ไทย และเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดงนาฎศิลป์ไทย

นาฏศิลป์เป็นศิลปะ

นาฏศิลป์เป็นศิลปะ

Published by:

Admin

       ศิลปะ   ได้แก่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  ในเมื่อธรรมชาติไม่สามารถอำนวยให้  แต่ต้องสร้างให้ประณีตงดงามและสมบูรณ์ ศิลปะเกิดขึ้นด้วยทักษะ (skill) คือความชำนาญในการปฏิบัติ

       นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะของการฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จากลีลาที่เป็นธรรมชาติ ด้วยความประณีตงดงาม เพื่อให้ความบันเทิง ให้ผู้ที่ได้ดูมีความรู้สึกคล้อยตาม การร่ายรำนี้ต้องอาศัยเครื่องดนตรีและการขับร้องการแสดง เช่น ฟ้อนรำ ระบำ โขน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป สาเหตุหลักมาจากภูมิอากาศ ภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ความเชื่อ ศาสนา ภาษา นิสัยใจคอของผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่

นาฏศิลป์พื้นเมือง

นาฏศิลป์พื้นเมือง

Published by:

Admin

เป็นศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆ มักเล่นกันเพื่อความสนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์ ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย หรือเป็นการแสดงที่เกี่ยวกับการกระกอบอาชีพของประชาชนตามภาคต่างๆ ซึ่งมีทั้ง ระบำ รำ ฟ้อน เซิ้ง เพลงพื้นเมือง แลการแสดงเบ็ดเตล็ดที่แนมหรสพที่เป็นชุดต่างๆ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

รำหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

รำหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

Published by:

Admin

“รำหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา” ชุดจองถนนโดยดำเนินเรื่องว่า พระรามทรงใช้ให้สุครีพคุมพลวานรไปจองถนน เพื่อจะยกพลข้ามไปฝั่งลงกา ในขณะที่บรรดาพลวานรกำลังทุ่มหินถมลงในมหาสมุทรอยู่นั้น นางสุพรรณมัจฉาผู้เป็นราชธิดาของทศกัณฐ์พาฝูงบริวารปลามาคาบขนก้อนหินไป สุครีพสงสัยจึงสั่งให้หนุมานประดาน้ำลงไปสำรวจดู ได้พบนางสุพรรณมัจฉาจึงตรงเข้าไขว่คว้าโลดไล่จับนางสุพรรณมัจฉาได้สำเร็จ

ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทย

Published by:

Admin

"การที่ฝึกหัดคนแต่บางจำพวกให้ฟ้อนรำ ดังเช่น เล่นระบำหรือรำละครนั้น คงเกิดแต่ประสงค์จะใคร่ดูกระบวนฟ้อนรำ ว่าจะงามได้ถึงที่สุดได้เพียงไร จึงเลือกสรรคนแต่บางเหล่าฝึกฝนให้ชำนิชำนาญ เฉพาะการฟ้อนรำสำหรับการแสดงแก่คนทั้งหลาย ให้เห็นว่าการฟ้อนรำอาจจะงามได้ถึงเพียงนั้น เมื่อสามารถฝึกหัดได้สมประสงค์ก็เป็นที่ต้องตาต้องใจคนทั้งหลาย จึงเกิดมีนักรำขึ้นเป็นพวกหนึ่งต่างหาก แต่ที่จริงวิชาฟ้อนรำก็มาแต่แบบแผนอันเดียวกันที่เป็นสามัญแก่คนทั้งหลายทุกชั้นบรรดาศักดิ์นั่นเอง"

ความรู้เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย

Tel. 065-1326666

บ้านนาฏศิลป์ไทย
  • s1-compressor (1)
  • s2-compressor
  • s3-compressor
bootstrap carousel by WOWSlider.com v8.7
<

Copyright © 2019 บ้านนาฏศิลป์ไทย All Rights Reserved.