ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ความเป็นมาฉุยฉายวันทอง

Published by:

Admin

ฉุยฉายวันทอง อยู่ในการแสดงละคร เรื่อง "ขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ " เนื้อเรื่องกล่าวถึง ขุนแผนแค้นใจพระไวยผู้เป็นบุตรชาย ที่ไปหลงเสน่ห์นางสร้อยฟ้า จึงคบคิดกับพลายชุมพลบุตรชายอันเกิดจากนางแก้วกิริยาธิดาเจ้าเมืองสุโขทัย นัดแนะให้พลายชุมพลปลอมตัวเป็นมอญใหม่ และผูกหุ่นฟางเสกเป็นไพร่พลมอญยกทัพ เพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยพลายชุมพลยกเข้ามาตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลเดิทบาง ครั้นพระพันวษาได้ทรงทราบก็ตรัสสั่งให้ขุนแผนกับเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกันยกทัพไปปราบปราม ขุนแผนกับเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ร่วมกันยกทัพไปตั้งค่ายรับอยู่ ณ ตำบลนางบวช (ใต้ตำบลเดิมบางลงมา) แล้วขุนแผนกับพลายชุมพลต่างก็ใช้อุบายติดต่อให้สัญญากัน พอตกกลางคืนตอนใกล้รุ่ง พลายชุมพลจึงยกทัพหุ่นเข้าตีค่ายของขุนแผนและเจ้ามืองสุพรรณบุรี ขุนแผนทำทีขี่ม้าเข้าต่อสู้ตีฝ่าข้าศึก แล้วทำเป็นเพลี้ยงพล้ำให้ข้าศึกจับตัวไปได้ ครั้นกองทัพเจ้าเมืองสุพรรณบุรีเห็นขุนแผนถูกจับไป กองทัพก็แตกพ่าย กลับมาทูลข่าวแด่พระพันวษา ด้านขุนแผนกับพลายชุมพลก็เคลื่อนกองทัพหุ่นยกล่วงมาตั้งอยู่ ณ ชายป่าในเขตบ้านตาลาน ชานกรุงศรีอยุธยา พระพันวษาออกว่าราชการ ทรงทราบเรื่องกองทัพมอญใหม่ที่จับตัวขุนแผนไป ทรงกริ้วมากตรัสสั่งให้ไปตามเจ้าหมื่นไวยวรนารถ หัวหมื่นมหาดเล็ก ลูกชายของขุนแผนมา เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนารถรู้เรื่องก็ตกใจ จึงรีบรับอาสาทันที เส้นทางที่กองทัพพระไวยจะผ่านไปนั้น เป็นป่าเปลี่ยว นางวันทองแม้มีความผิดต้องประหารชีวิตไปตามพระราชโองการของพระพันวษาแล้วแต่ด้วยความรักอาลัยต่อพระไวยผู้เป็นบุตร เมื่อรู้ว่าพระไวยจะยกกองทัพผ่านมาทางนี้ จึงสำแดงร่างอสุรกายให้ปรากฏ แล้วแปลงร่างเป็นนางงามขับร้องเพลงเล่นชิงช้าคอยทีอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อพระไวยผ่านมาก็ได้ยินเสียงขับร้องของสตรี จึงสั่งให้หยุดกองทัพ แล้วลงจากม้าเดินไปตามเสียง ก็พบนางงามรุ่นเจริญวัย กำลังเล่นชิงช้าและขับร้องเพลงอยู่ อย่างสบายใจ พระไวยจึงเดินเข้าไปหาและเกี้ยวพาราสี

 
รูปแบบ และลักษณะการแสดง
        ฉุยฉายวันทอง เป็นการแสดงความงดงามของหญิงสาว แต่งตัวสวยเพื่อจะไปหาบุตรชาย แต่บุตรชายกลับมาหลงรัก ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง นางจึงกลับร่างเป็นอสุรกายดังเดิม การรำแบ่งเป็นขั้นตอนต่างๆดังนี้
        ขั้นตอนที่ 1 รำสอดสร้อยออกในเพลงรัวแล้วป้องหน้า
        ขั้นตอนที่ 2 รำตีบทตามคำร้องฉุยฉาย และแม่ศรี
        ขั้นตอนที่ 3 รำเข้าตามทำนองเพลงเร็ว – ลา

 

เครื่องแต่งกาย   ผู้แสดงแต่งกายห่มสไบผ้าตาดทองลายม่วง นุ่งผ้าจีบหน้านางสีม่วง ตามบทประพันธ์ ศิราภรณ์กระบังหน้า

ดนตรี และเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง    ใช้วงปี่พาทย์ไม้แข็ง     เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ได้แก่เพลงรัว เพลงฉุยฉาย เพลงแม่ศรี เพลงเร็ว (คุดระนาดเหยียบกรวด) และเพลงลา บทร้องมีด้วยกันหลายสำนวนดังนี้

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ความเป็นมาฉุยฉายวันทอง

Published by:

Admin

บทร้องฉุยฉายวันทองสำนวนที่ 1

ร้องฉุยฉาย          ฉุยฉายเอย สาวน้อยน่าเอ็นดูอสูรกาย         นิมิตเหมือนเดือนหงาย ยวนใจชายให้แช่มชื่น                                         ผิวพรรณชันษาสิบห้าศก เห็นตาเห็นอกสะทกเหลือฝืน      เอิบอารมณ์แทบจะล้มทั้งยืน ผิดนารีอื่นเอนกเอย                                    ฉุยฉายเอย โฉมวันทองเปรตแปรเพศแปลงกาย                นุ่งม่วงขาบเฟื้อยเปลือยชาย สอดสวมสนอบขาวสยายโมฬีฟู                    พวงมาลีวงเกศีเฉวียงไหล่ ทัดดอกกล้วยไม้วิไลหรู             งามแพรห้อยห่มสีชมพู สร้อยวลัยเพชรตรูตาเอยร้องแม่ศรี                                                    วันทองเอย วันทองแปลงโฉม             น่ารักน่าบรรโลม น่าตะโบมชื่นใจ                                            เที่ยวเก็บมาลีที่หอมหอม ดั้นไพรพนอมจะไปไหน                          ทั้งดอกทั้งช่อห่อสไบ ให้เห็นอยากได้ดมเอย                                                        นางนิมิตเอย นางนิมิตรูปน้อย                             โฉมฉายชม้ายชม้อย กะจ้อยร่อยสำเริงเหล่ง                                            โอ๊ยนั่งรากไทรไกวชิงช้า ดูแน้ดวงหน้าเจ้ายิ้มแฉ่ง             จะตกลงเน้อย่างเพ่อแกว่ง สงสารเจ้าแน่งน้อยเอย

บทร้องฉุยฉายวันทองสำนวนที่ 2ร้องฉุยฉาย                         ฉุยฉายเอย เจ้าช่างจำแลงแปลงกายงามคล้ายบุษบา                                หน้าเป็นใยเหมือนไข่ปอก เจ้าทัดแต่ดอกจำปา                 โอ้พระไวยสายใจ อีกสักเมื่อไรจึงจะมา                                                        ฉุยฉายเอย เยื้องย่างเจ้าช่างกรายลอยชายมาในดง       รู้ว่าพ่อไวยจะไปทัพ แม่มาคอยรับคอยส่ง                                            ชะกระไรหน้อใจบิดา จะแกล้งฆ่าให้ปลดปลง

ร้องแม่ศรี         แม่ศรีเอย แม่ศรีสาคร                                  ร่างเจ้าเอี่ยมอรชร เหมือนกินนรไกรลาส                                            ใส่กรอบพักตร์ประดับเพชร บั้นเอวเจ้าจะเด็ดขาด                   จมื่นไวยใจสวาท ด้วยโฉมประหลาดตาเอย                                                        แม่ศรีเอย แม่ศรีสาวหงส์                                    เยื้องย่างมากลางดง เหมือนหนึ่งหงส์เหมราช                                             ผิวเจ้างามเมื่อยามพิศ งามจริตเมื่อยามผาด                 อ่อนระทวยนวยนาด เยื้องยาตรมาเอยปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา

บทร้องฉุยฉายวันทอง สำนวนที่ 3                                       ฉุยฉายเอย วันทองเปรตแปลงเพศปอมกาย                                            เยื้องย่างเจ้าช่างกรีดกราย ทำกระแอมกระไอให้ชายเห็นหน้า           รุ่นราวขาวสะอาดเดินลีลาศไคลคลา ถ้าใครเห็นหน้าแทบเป็นบ้าใจเอยร้องแม่ศรี           วันทองเอย วันทองแปลงโฉม                      น่ารักตะโบม น่าประโลมให้ชื่นใจ                                            เที่ยวเก็บมาลีที่ในป่า เอาใส่ห่อผ้าจะไปข้างไหน                               ทั้งดอกทั้งช่อเจ้าห่อสไบ ใครเห็นอยากได้ดมเอยปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว - ลา

บทร้องฉุยฉายวันทอง สำนวนที่ 4ร้องฉุยฉาย                                     ฉุยฉายเอย เสร็จจำแลงแปลงกายเยื้องกายมาในป่า                                            โอ้พระไวยสายใจ อีกสักเมื่อไรจึงจะมา                 แลลอดสอดหา เดินไปคอยท่าทางโน้นเอยร้องแม่ศรี                                                        แม่ศรีเอย แม่ศรีเสาหงส์                         เยื้องย่างมากลางดง เหมือนหนึ่งหงส์เหมราช                                            ผิวเจ้างามเมื่อยามพิศ งามจริตเมื่อยามผาด                   อ่อนระทวยนวยนาฎ ลีลาศมาเอยปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา

 

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติ เพลงฟ้อนที

Published by:

Admin

คำว่า “ที” หมายถึง “ร่ม” เป็นคำภาษา “ไต” ใช้เรียกในจังหวัดแม่ฮ่องสอน “ที” ทางภาคเหนือมีลักษณะและรูปทรงแตกต่างกันไปแต่ละจังหวัด “ที” ที่ชาวแม่ฮ่องสอนนิยมใช้มีรูปทรงสวยนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการรำได้ฟ้อนทีเป็นผลงานประดิษฐ์สร้างสรรค์ของวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ จัดแสดงในงานนิทรรศการและการแสดงศิลปวัฒนธรรมของสถานศึกษาในสังกัดกองศิลปศึกษา กรมศิลปากร เพื่อเทิดพระเกียติมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๕ การแสดงชุดนี้นำร่มมาใช้ประกอบลีลานาฎศิลป์โดยมีท่าฟ้อนเหนือของเชียงใหม่ผสมกับท่ารำไตของแม่ฮ่องสอน มีการแปแถว และลีลาการใช้ร่มในลักษณะต่าง ๆ ที่งดงาม เช่น การถือร่ม การกางร่ม การหุบร่ม เป็นต้นดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้ดนตรีพื้นเมืองภาคเหนือประสมวง

 

ได้แก่ สะล้อกลาง สะล้อเล็ก ซึ่งใหญ่ ซึงกลาง ซึงเล็ก ขลุ่ย กรับคู่ กลองพื้นเมือง

 

          การแต่งกาย มุ่งเน้นความสวยงามของเครื่องแต่งกายตามประเพณีนิยมภาคเหนือแบ่งเป็น ๒ แบบ คือ แบบหญิงไทลื้อ และแบบหญิงล้านนาแบบไทลื้อ นุ่งซิ่นลายขวาง เสื้อปั๊ด เกล้าผมสูงประดับดอกไม้เงิน ผ้าเคียนศีรษะประดับกำไลข้อมือ ต่างหูแบบล้านนา นุ่งซิ่นตีนจก ผ้าคาดเอว เสื้อเข้ารูปแขนยาว เกล้าผมมวยตั้งกระบังผมหน้าสูง ประดับดอกไม้เงินเครื่องประดับมีเข็มขัด กำไลข้อมือ สร้อยคอ ต่างหู การแสดงชุดนี้ ใช้เวลาประมาณ ๑๐นาที

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ประวัติ หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

Published by:

Admin

ประวัตินางสุพรรณมัจฉา เป็นบุตรของทศกัณฑ์ กับนางปลา ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานแต่ทศกัณฑ์ได้แปลงกายเป็นปลาลงไปสมสู่จนกำเนิดบุตรขึ้นมา แม้ทศกัณฑ์จะเป็นยักษ์ แต่ในวรรณคดีอนุโลมให้ทศกัณฑ์เป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ในงานจิตรกรรมฝาผนังเธอจึงมีรูปลักษณ์ที่ท่อนบนเป็นมนุษย์ส่วนท่อนล่างเป็นปลา คือกลายเป็น นางเงือก กระนั้นนางสุพรรณมัจฉาก็มีรูปโฉมที่งดงาม มีผิวกายผ่องพรรณเป็นสีทอง ดังปรากฏความว่า

แสดงรูปนาเรศ              สุพรรณมัจ ฉาเฮย

ผิวเทียมทองอุบัติ           ผ่องพ้น

ธิดาทศเศียรกษัตริย์        มาตุเรศปลาแฮ

ที่ลักคาบศิลาล้น             สมุทรครั้งถมถนน

 

ด้วยเหตุนี้นางสุพรรณมัจฉาจึงเป็นพี่น้องร่วมบิดากับนางสีดา แต่ด้วยความที่นางสุพรรณมัจฉามีท่อนล่างเป็นปลา จึงอาศัยอยู่เพียงแต่ในน้ำในมหาสมุทร มิอาจอยู่ในเวียงวังดังบุตรคนอื่น

 

ความสัมพันธ์กับหนุมานการสังวาสของหนุมานและสุพรรณมัจฉาการสังวาสของหนุมานและสุพรรณมัจฉาครั้นเมื่อพระราม ได้มอบหมายให้หนุมานและนิลพัทพาพลวานรไปถมมหาสมุทรเพื่อทำถนนไปสู่กรุงลงกา เมื่อทศกัณฑ์ล่วงรู้เข้าจึงสั่งให้สุพรรณมัจฉาและบริวารคือฝูงปลาคาบก้อนหินของฝ่ายพระรามไปทิ้งเสีย ทำให้การถมถนนไม่เป็นผลสำเร็จ หนุมานจึงเกิดความสงสัย จึงดำลงไปใต้น้ำพบนางสุพรรณมัจฉาและฝูงปลากำลังคาบก้อนหินไปทิ้ง หนุมานโกรธแค้นมากจึงชักตรีออกไปฆ่านางสุพรรณมัจฉา แต่ท้ายที่สุดหนุมานก็เปลี่ยนทัศนคติแปรเป็นความรักต่อนาง หนุมานจึงเกี้ยวพาราสีและร่วมสังวาสกัน ดังปรากฏความว่า

 

เมื่อนั้น        นวลนางสุพรรณมัจฉา

ได้ร่วมรสรักภิรมยา        กับวายุบุตรวุฒิไกร

อิบแอบแนบชิดพิศวง        งวยงงด้วยความพิศมัย

แสนรักแสนสวาทจะขาดใจ        อรทัยลืมกลัวพระบิดา

ลืมเล่นในท้องชลธาร        ลืมฝูงบริวารมัจฉา

ลืมอายลืมองค์กัลยา        เสน่หาเพิ่มพ้นพันทวี

 

หลังสิ้นการสังวาส นางสุพรรณมัจฉาก็เลิกก่อกวนการสร้างถนน แต่ก็ทำสำเร็จเปราะหนึ่งเพราะหนุมานก็ต้องเสียเวลามาร่วมเพศกับนางระยะหนึ่ง ต่อมานางสุพรรณมัจฉาได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อ มัจฉานุ ที่เป็นลิงแต่มีหางเป็นปลา นางสุพรรณมัจฉาเกรงว่าทศกัณฑ์ผู้บิดาจะล่วงรู้ว่านางได้เสียกับหนุมานแล้ว จึงนำบุตรมาทิ้งไว้ที่ชายหาด ที่ต่อมาไมยราพณ์ได้นำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย

ภาษาท่า ความหมายของภาษาท่านาฏศิลป์

Published by:

Admin

ภาษาท่านาฏศิลป์  เป็นการนำท่าทางต่างๆ  และสีหน้าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  เช่น  คำพูด กริยาอาการ  อารมณ์ ความรู้สึก  มาปฏิบัติเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยที่มีความหมายแทนคำพูด ให้สอดคล้องกับจังหวะเพลงและการขับร้อง  การฝึกปฏิบัติ  การฝึกหัดภาษาท่าจะต้องฝึกให้ถูกต้องตามแบบแผนเพื่อจำได้สื่อความหมายได้ โดยตรง ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเข้าใจความหมายที่ผู้แสดงต้องการสื่อความหมายมากขึ้น ที่มาของภาษาท่า ที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์  แบ่งออกเป็น ๒  ประเภท 
๑. ภาษาท่าที่มาจากธรรมชาติ เป็นท่าทางที่ดัดแปลงมาจากท่าทางตามธรรมชาติของคนเรา แต่ปรับปรุงให้ดูสวยงามอ่อนช้อยมากยิ่งขึ้น  โดยใช้ลักษณะการ ร่ายรำเบื้องต้นมาผสมผสาน  เช่น  ท่ายิ้ม  ท่าเรียก  ท่าปฏิเสธ  ท่าร้องไห้  ท่าดีใจ  ท่าเสียใจ  ท่าโกรธ
๒. ภาษาท่าที่มาจากการประดิษฐ์โดยตรง เป็นท่าทางที่ประดิษฐ์ ขึ้นเพื่อให้เพียงพอใช้กับคำร้องหรือคำบรรยาย ที่จะต้องแสดงออกเป็นท่ารำ  เช่น    สอดสร้อยมาลา  เป็นต้น ภาษาท่าเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ความหมายระหว่างผู้แสดงและผู้ชม ในการแสดงนาฏศิลป์ เพราะทำให้ผู้ชมทราบว่าผู้แสดงกำลังสื่ออะไร  หรือกำลังมีอารมณ์อย่างไร
ภาษาท่าสามารถแบ่งได้เป็น  ๓  ลักษณะ คือ

  1. ภาษาท่าที่ใช้แทนคำพูด
  2. ภาษาท่าที่ใช้แทนกิริยาอาการต่างๆ
  3. ภาษาท่าที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกภายใน
     

ภาษาท่าทางนาฏศิลป์
ภาษาท่าทางนาฏศิลป์  ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้มนุษย์เราใช้ท่าทางประกอบการพูดหรือบางครั้งมีการแสดงสีหน้า ความรู้สึก เพื่อเน้นความหมายด้วยในทางนาฏศิลป์ ภาษาท่าเสมือนเป็นภาษาพูด โดยไม่ต้องเปล่งเสียงออกมา แต่อาศัยส่วนประกอบอวัยวะของร่างกาย แสดงออกมาเป็นท่าทาง โดยเลียนแบบท่าทางธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ชมสามารถเข้าใจได้ การปฏิบัติภาษาท่าทางนาฏศิลป์แบ่งออกได้ ดังนี้

  1. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แทนคำพูด เช่น ฉัน เธอ ท่าน ปฏิเสธ ท่าเรียก ท่าไป
  2. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์อริยาบทหรือกิริยาอาการ เช่น ท่ายืน ท่าเดิน ท่านั่ง
  3. ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ที่ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ เศร้าโศก
นาฏยศัพท์

นาฏยศัพท์

Published by:

Admin

นาฏยศัพท์
นาฏยศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่างๆ[1] "นาฏย" หมายถึง เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เกี่ยวกับการแสดงละคร "ศัพท์" หมายถึง เสียง คำ คำยากที่ีรน ต้องแปล เรื่อง เมื่อนำคำสองคำมารวมกัน ทำให้ได้ความหมายขึ้นมา

การศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงโขน ละคร หรือระบำเบ็ดเตล็ดต่างๆ ก็ดี ท่าทางที่ผู้แสดงแสดงออกมานั้นย่อมมีความหมายเฉพาะ ยิ่งหากได้ศึกษาอย่างดีแล้ว อาจทำให้เข้าใจในเรื่องการแสดงมากยิ่งขึ้นทั้งในตัวผู้แสดงเอง และผู้ที่ชมการแสดงนั้นๆ สิ่งที่เข้ามาประกอบเป็นท่าทางนาฏศิลป์ไทยนั้นก็คือ เรื่องของนาฏยศัพท์ ซึ่งแยกออกได้เป็นคำว่า "นาฏย" กับคำว่า "ศัพท์"ดังนี้

ประเภทของนาฏยศัพท์
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. นามศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่เรียกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลัดมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าวเท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กะเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉายเท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่
2. กิริยาศัพท์หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา ซึ่งแบ่งออกเป็นศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ดึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า กันเข่า เปิดส้น ชักส้นศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัว และแก้ไขท่าทีของตนให้ดีขึ้น เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น วงแอ้ คอดื่ม คางไก่ ฟาดคอ คอหัก เกร็งคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ
3. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ดหมายถึง ศัพท์ต่างๆที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือไปจากนามศัพท์ และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อนเหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ทา ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่ - พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่อง ศัพท์นาฏภาษาหรือภาษาท่าทาง แก้ไข

นาฏภาษาหรือภาษาท่าทาง (เป็นสาร)ที่ใช้ในการสื่อสารอย่างหนึ่งที่ทั้งผู้ถ่ายทอดสาร (ผู้รำ) และผู้รับสาร (ผู้ชม) จำเป็นจะต้องเข้าใจตรงกัน จึงจะสามารถเข้าใจในความหมายของการแสดงออกนั้นได้อย่างถูกต้อง

การถ่ายทอดภาษาด้วยการเคลื่อนไหวของร่างกายนี้ ชาวสยามเรารู้จักใช้และเข้าใจกันมานานแล้ว จึงทำให้ภาษาการฟ้อนรำนี้พัฒนาด้วยกระบวนการทางอารยธรรมจนกลายเป็น “วิจิตรศิลป์” ดังนั้น อารยชนผู้ที่จะสามารถเข้าใจในภาษาท่าทางเหล่านี้ก็จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงกับผู้รำเสียก่อน จึงจะสามารถดูละครรำของไทย ท่าทางไม่เหมือนคนอื่น

ดนตรีเพลง และการขับร้องเพลง

ดนตรีเพลง และการขับร้องเพลง

Published by:

Admin

ดนตรีเพลง  และการขับร้องเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดง  สามารถแบ่งได้เป็น 2  กลุ่ม  คือ  ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงนาฎศิลป์ไทย และเพลงไทยสำหรบประกอบการแสดงนาฎศิลป์ไทย และเพลงไทยสำหรับประกอบการแสดงนาฎศิลป์ไทย

นาฏศิลป์เป็นศิลปะ

นาฏศิลป์เป็นศิลปะ

Published by:

Admin

       ศิลปะ   ได้แก่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  ในเมื่อธรรมชาติไม่สามารถอำนวยให้  แต่ต้องสร้างให้ประณีตงดงามและสมบูรณ์ ศิลปะเกิดขึ้นด้วยทักษะ (skill) คือความชำนาญในการปฏิบัติ

       นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะของการฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จากลีลาที่เป็นธรรมชาติ ด้วยความประณีตงดงาม เพื่อให้ความบันเทิง ให้ผู้ที่ได้ดูมีความรู้สึกคล้อยตาม การร่ายรำนี้ต้องอาศัยเครื่องดนตรีและการขับร้องการแสดง เช่น ฟ้อนรำ ระบำ โขน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีชื่อเรียกและมีลีลาท่าการแสดงที่แตกต่างกันไป สาเหตุหลักมาจากภูมิอากาศ ภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่น ความเชื่อ ศาสนา ภาษา นิสัยใจคอของผู้คน ชีวิตความเป็นอยู่

นาฏศิลป์พื้นเมือง

นาฏศิลป์พื้นเมือง

Published by:

Admin

เป็นศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆ มักเล่นกันเพื่อความสนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์ ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย หรือเป็นการแสดงที่เกี่ยวกับการกระกอบอาชีพของประชาชนตามภาคต่างๆ ซึ่งมีทั้ง ระบำ รำ ฟ้อน เซิ้ง เพลงพื้นเมือง แลการแสดงเบ็ดเตล็ดที่แนมหรสพที่เป็นชุดต่างๆ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

รำหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

รำหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

Published by:

Admin

“รำหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา” ชุดจองถนนโดยดำเนินเรื่องว่า พระรามทรงใช้ให้สุครีพคุมพลวานรไปจองถนน เพื่อจะยกพลข้ามไปฝั่งลงกา ในขณะที่บรรดาพลวานรกำลังทุ่มหินถมลงในมหาสมุทรอยู่นั้น นางสุพรรณมัจฉาผู้เป็นราชธิดาของทศกัณฐ์พาฝูงบริวารปลามาคาบขนก้อนหินไป สุครีพสงสัยจึงสั่งให้หนุมานประดาน้ำลงไปสำรวจดู ได้พบนางสุพรรณมัจฉาจึงตรงเข้าไขว่คว้าโลดไล่จับนางสุพรรณมัจฉาได้สำเร็จ

ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทย

Published by:

Admin

"การที่ฝึกหัดคนแต่บางจำพวกให้ฟ้อนรำ ดังเช่น เล่นระบำหรือรำละครนั้น คงเกิดแต่ประสงค์จะใคร่ดูกระบวนฟ้อนรำ ว่าจะงามได้ถึงที่สุดได้เพียงไร จึงเลือกสรรคนแต่บางเหล่าฝึกฝนให้ชำนิชำนาญ เฉพาะการฟ้อนรำสำหรับการแสดงแก่คนทั้งหลาย ให้เห็นว่าการฟ้อนรำอาจจะงามได้ถึงเพียงนั้น เมื่อสามารถฝึกหัดได้สมประสงค์ก็เป็นที่ต้องตาต้องใจคนทั้งหลาย จึงเกิดมีนักรำขึ้นเป็นพวกหนึ่งต่างหาก แต่ที่จริงวิชาฟ้อนรำก็มาแต่แบบแผนอันเดียวกันที่เป็นสามัญแก่คนทั้งหลายทุกชั้นบรรดาศักดิ์นั่นเอง"

ความรู้เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย

บ้านนาฏศิลป์ไทย รับจัดงานแสดงนาฏศิลป์

Tel. 099 456 6429

Copyright © 2016 บ้านนาฏศิลป์ไทย All Rights Reserved.